บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอ แสดงบทความทั้งหมด

ทำไม หมอยังงมงายเชื่อเรื่องผี





เรื่องนี้ มี 2 กระทู้พัวพันกัน  กระทู้แรกชื่อ “อาชีพหมอ เขากลัวผีกันไหมคะ เห็นในหนังเหมือนหมอไม่ค่อยจะกลัวหรือเจอผีเลย”  เนื้อหาเป็นดังนี้

มีใครเป็นหมอบ้างอยากทราบว่ากลัวผีไหม เชื่อเรื่องวิญญาณไหม เพราะดูหนัง ดูละครส่วนใหญ่หมอจะไม่ค่อยกลัวผี

อีกอย่างหมอในเรื่องผี มักจะไม่ค่อยเจอผีหลอกเท่าไร แปลกดี หรือผีไม่กล้าหลอกหมอ

มีหมอท่านหนึ่ง ท่านยอมรับสารภาพโดยหน้าชื่นตาบานว่า “กลัวผี” เข้าไปตอบดังนี้

กลัวค่ะ บอกเลย 555

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้จัก ก็กลัวๆ กันทั้งนั้น สมัยอยู่หอถ้าเล่าเรื่องผีขึ้นมาทีไร ตกดึกต้องไปนอนรวมๆ กัน

อันนี้มีเรื่องเล่าที่ได้ยินจากผู้อยู่ในเหตุการณ์นะคะ

มีคนไข้เด็กรายนึงรับต่อมาจากรพ.อื่น เด็กเป็นปอดอักเสบรุนแรงมาก

ต้องเข้า ICU ใช้เครื่องช่วยหายใจและให้ยาที่ทำให้สลบตลอดเวลา (เพราะถ้าตื่นอาจจะต้านเครื่องแล้วปอดแตกได้)

เด็กคนนี้อาการหนักมาก และมีช่วงนึงที่ทุกคนรวมถึงอาจารย์คิดว่าเด็กคงไม่รอดแล้ว
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์เด็กคนนี้ก็รอดอย่างปาฏิหารย์

หลังเด็กฟื้นตัวดี ย้ายลงไปอยู่วอร์ดธรรมดา มีวันนึงเด็กบอกแม่ว่า ช่วงที่เค้าหลับอยู่

เค้าฝันว่ามีเด็กหัวโล้นๆ หลายคนมาชวนไปเล่นด้วย แต่เค้าบอกว่าไม่ไป จะอยู่กับแม่

แม่เด็กร้องไห้โฮเลย รีบวิ่งมาบอกพยาบาลไอซียู เค้าบอกว่าดีใจมากที่ลูกไม่ไปเล่นกับเด็กที่มาชวน

สำหรับหมอ/พยาบาล เด็กหัวโล้นคือภาพของเด็กที่ให้เคมีบำบัด

ซึ่งเด็กโรคมะเร็งก็คือคนไข้กลุ่มใหญ่ที่ต้องเข้าไอซียูและหลายๆ คนก็เสียชีวิตในนั้น

เด็กที่เล่าเป็นเด็กแข็งแรงดีมาก่อน และเด็กก็ไม่รู้สติตั้งแต่ก่อนเข้ารพ.เสียอีก

ที่เห็นเด็กหัวโล้นๆ จึงไม่น่าเป็นเพราะติดภาพในรพ.ที่เคยเห็นประจำ เรื่องนี้ทำให้เชื่อเลยว่าเรื่องพวกนี้มีจริง

เด็กคนนี้อยู่ในขั้นตรีทูตนานมาก ชวนให้เราคิดไปเองว่า ตอนที่เขาฝันเห็นเด็กกลุ่มนั้นมาชวน
อาจเป็นช่วงที่เค้าจะอยู่หรือจะไป อะไรประมาณนั้น

อีกเรื่องคือ มีคนไข้เด็ก 2 คนนอนเตียงตรงข้ามกัน ทั้งคู่อยู่รพ.นานหลายเดือน จนมีเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตไป

หลังจากนั้นไม่กี่คืน ขณะแพทย์เวร 2 คนกำลังพยายามเจาะเลือดเด็กคนที่ยังอยู่ เจ้าคนไข้ซึ่งอายุไม่ถึง 2 ขวบ

ก็พูดชื่อเด็กที่ตายไป (เป็นชื่ออิสลาม ซึ่งไม่ซ้ำกับเด็กอื่นๆ) แพทย์เวรก็เริ่มขนลุกนิดๆ แต่ไอ้ตัวเล็กก็ไม่หยุดเรียก

แถมมองไปเตียงตรงข้าม + ทำหน้าพยักเพยิด แพทย์เวรวิ่งกันกระเจิง ต้องทำใจอยู่นานถึงจะกล้าเดินไปเจาะเลือดใหม่

อันนี้แสดงว่าไม่ได้มีแต่เรา แต่หมอคนอื่นก็กลัวเหมือนกัน

มีคนอ่านท่านหนึ่ง  งงว่าทำไมหมอซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไปตั้งกระทู้ถามว่า “อ่านกระทู้แล้วงง หมอเป็นคนเรียนเก่งน่าจะมีเหตุผลแต่ทำไมยังงมงายเชื่อเรื่องผี สิ่งลี้ลับอยู่เลย ?

เนื้อหาของกระทู้ก็มีสั้นๆ ดังนี้

คือ คนในหว้ากอแม้มีหลากหลายอาชีพ แต่เสียงส่วนใหญ่มีเหตุผล เชื่อในสิ่งที่เป็น scientific evidence-based

สามารถอธิบายธรรมชาติของสิ่งต่างๆอย่างมีเหตุผล  ปฎิเสธสิ่งงมงาย เรื่องเหนือธรรมชาติ

แต่อ่านกระทู้แล้วงง

อาชีพหมอ เขากลัวผีกันไหมคะ เห็นในหนังเหมือนหมอไม่ค่อยจะกลัวหรือเจอผีเลย

http://pantip.com/topic/33122798

หมอเป็นคนเรียนเก่งน่าจะมีเหตุผลแต่ทำไมยังงมงายเชื่อเรื่องผี สิ่งลี้ลับอยู่เลย ?

มีคนมาให้ความคิดเห็นกันมากมาย  แต่ขี้เกียจยกมา ผมขอฟันธงตอบเลย ดังนี้

1-  คนตั้งกระทู้ที่หาว่าหมองมงาย มันนั่นแหละ “งมงาย” ยิ่งกว่าใคร  แต่มันเสือกนึกว่ามันฉลาด

คนจำพวกนี้ มัน “งมงายในวิทยาศาสตร์แบบงี่เง่า”  ผมไม่ได้หมายถึงว่า วิทยาศาสตร์มันงี่เง่า แต่คนที่ไปเชื่อวิทยาศาสตร์ เช่น คนตั้งกระทู้นั่นแหละ มันงี่เง่าเอง

วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตัน ท่านเชื่อผิดๆ ว่า “สิ่งที่มีจริง ต้องสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5”  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ  “สิ่งที่มีจริงต้องเห็นได้”  คำว่า “เห็นได้” หมายถึงว่า ต้องเอาพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นได้ด้วย 

ที่นี้ คุณผีๆ ทั้งหลายนั้น  ท่านนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป มันจึงเอาไปพิสูจน์ในแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เป็นยุคของฟิสิกส์ใหม่  ยุคของฟิสิกส์ใหม่ ก็นับตั้งแต่ไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ  ประมาณ ค.ศ. 1905

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “ความจริงของนิวตัน” มันไม่จริงที่สุด  ยังมีความจริงที่ “จริง” กว่านั้น  ความรู้บางอย่างในสมัยนิวตันผิดเสียด้วยซ้ำไป

ขอยกตัวอย่างเรื่อง “สสารมืด”  ผมได้เขียนบล็อกไว้แล้ว ไปติดตามอ่านได้  ในส่วนนี้ ขอยกมาสั้นๆ ว่า  สสารมืดมีอยู่จริง แต่เราก็ไม่เห็น และมีอยู่ประมาณร้อยละ 95 

พูดง่ายๆ  ของที่เราเห็น เราสัมผัสได้นั้นมีเพียง ร้อยละ 5  เท่านั้น  ดังนั้น ถ้ายึดความเชื่อของฟิสิกส์ใหม่  ผีก็น่าจะมีจริงได้

2- พูดกันทางสาขาสังคมวิทยา และสาขาภาษาศาสตร์

“ผี” มันต้องมีจริงๆ  เพราะ ไม่อย่างนั้น ศัพท์คำว่า “ผี” จะมีขึ้นได้อย่าง  นอกจากนั้นแล้ว ทุกเชื้อชาติในโลกนี้ ก็มีเคยมีประสบการณ์เห็นผีมาก่อนทั้งนั้น

พูดง่ายๆ ว่า คนทั้งโลกส่วนใหญ่เชื่อว่า ผีมีจริง  จะมีไม่เชื่อก็ไอ้พวก “งมงายในวิทยาศาสตร์แบบงี่เง่า”  นี่แหละ

ผมเองในฐานะที่เรียนมาทางมนุษยศาสตร์ คือ จบ ป. ตรี ภาษาไทย  วิทยาศาสตร์ จบ ป. โท ภาษาศาสตร์  และปรัชญา ตอนเรียนปริญญาเอก  ผมพบว่า ความรู้ที่เราเรียนมาทั้งหมด มันไม่ตอบปัญหาได้ทั้งหมด

เรื่อง “ผี” นั้น  ไม่มีเรียนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย  หมอเขาเรียนมาจากประสบการณ์ เรื่องเล่า ฯลฯ  เขาจะเชื่อเรื่องผีด้วย  เป็นหมอที่ดีด้วย ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989



หมอจับผี

บทความนี้เป็นเรื่องเล่าเรื่องที่สามในกระทู้ “เมื่อหมอ "จับผี"!”  เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

เหตุการณ์ที่ 3
เป็นเหตุการณ์ที่ผม จับ"ผี"ได้

แปลกอย่างนึงคือ ทุกเหตุการณ์ที่เจอ มักจะเป็นตอนกลางคืนครับ ไม่เคยเกิดตอนกลางวันเลย

เหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน เกิดขึ้นเมื่อตอนผมเป็นแพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 ห่างจากเหตุการณ์ที่ 2 ราวๆ 3 เดือน คือหลังจากไปเวียนอยู่ รพช. 3 เดือนแรก ก็กลับมาอยู่ รพศ. อีก 9 เดือน เจอช่วงนี้ล่ะครับ

วันนั้นขับรถจากบ้าน เพื่อไปอยู่เวรที่รพศ. ระหว่างทางเจออุบัติเหตุ มีรถพยาบาลของรพ.ไปจอดรอที่เกิดเหตุพร้อมกู้ภัย ก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจอศพอยู่กลางถนน

มาถึงรพ. ก็ถามเหตุการณ์กับพี่พยาบาลเวรห้องฉุกเฉินว่า เออ เพิ่งขับผ่านมาตรงสะพานแยกหมู่บ้านตรงนั้น มีอะไรกันหรอ

พี่พยาบาลบอกว่า คนท้องโดนรถชน เห็นว่าคอขาดเลย หมอเอเพิ่งออกไปชันสูตร

ก็ อืมๆๆ รับทราบๆ

แล้วพี่พยาบาลก็แซวว่า หมอขับผ่านทางนั้นทุกวันระหว่างนะ.. เห็นว่าถ้าตายทั้งกลมจะเฮี้ยนมาก
ผมเลยบอกไปว่า มาเหอะจะจับมาบังคับให้บอกหวยงวดนี้ซะ

ก็ยังตลกสนุกกันไป

ตอนนั้นเป็นตอนเย็นพลบค่ำ แต่ผมต้องอยู่เวรต่อจนเช้า ราวๆ ตี 2 ตี 3 ออกมาตรวจคนไข้ที่ห้องฉุกเฉิน นั่งคุยเล่นกับพี่พยาบาลเวรดึกสักพัก แล้วก็กลับเข้าไปนั่งเล่นนอนเล่นต่อในห้องพักแพทย์

เห็นว่าไม่มีเคสแล้ว ก็เลยปิดไฟ เอนหลังจะนอน

สภาพห้องพักแพทย์ เป็นห้องเล็กๆ มีห้องนอนสำหรับแพทย์ห้องเล็กๆ อยู่ข้างๆ กัน ห้องเล็กมาก มีเตียงเดียว ปลายเตียงเป็นผนังห้องชนกับปลายเตียงพอดี ไม่สามารถยืนปลายเตียงได้

หัวเตียงเป็นหน้าต่างห้องพัก มีโทรศัพท์ มีพัดลม ส่วนอีกด้าน ข้างเตียงเป็นพื้นที่เปล่า แคบๆ ราวๆ 1 เมตรได้ เป็นทางเดินออกไปประตู อีกด้านของเตียงชนกับผนังห้อง

เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อผมปิดไฟ ผมล้มตัวลงนอน นอนหงาย จากนั้นก็ตะแคงตัวไปทางขวา หันหน้าเข้าหาฝาผนัง ไม่ทันถึง 10 วินาที

ผมก็ขยับตัวไม่ได้ เหมือนเป็นอัมพาตท่อนล่างตั้งแต่คอลงมา แบบ C-Spine injury หรือไม่ก็มี Lesion รอยโรคกด spinal cord ที่ตำแหน่งคอ ราวๆนั้น

แต่มันเป็นแบบฉับพลันมาก ขยับอะไรไม่ได้เลย ตอนนั้นตกใจ กลัวมาก กลัวว่าตัวเองจะตายจาก C-spine injury แต่ก็ยังคิดว่าอยู่ดีๆทำไมเป็นได้ไง

พยายามจะตะโกนเรียกคนช่วย จะพยายามเอื้อมมือไปกดโทรศัพท์เรียกคนช่วย แต่ร่างกายไม่ขยับ
นอนนิ่งท่าตะแคงขวาอยู่อย่างนั้น น่าจะราวๆ 4-5 วิ

เหลือบตามองไปรอบๆตัว ก็ต้องตกใจ... เมื่อพบว่าตรงขาผมมีคนนั่งอยู่

เป็นผู้หญิงครับ ใส่ชุดอะไรไม่แน่ใจ แต่ว่านั่งพับเพียบอยู่ ตาจ้องมองมาที่ผมเขม็งเลย มือขวาเธอวางบนตัก อีกมือมือซ้ายยันพื้นอยู่

มือซ้ายวางใกล้กับมือผมมาก ตอนแรกตกใจว่าอยู่ดีๆใครเข้ามาในห้อง แต่ต่อมาพอตั้งสติได้ก็เลยพยายามร้องขอให้ช่วยเหลือ ว่า ช่วยผมด้วยๆ

ผมเป็นอัมพาต พาผมไปส่งห้องพยาบาลที.. ราวๆนี้

แต่เสียงที่ผมได้ยินคือเสียงอู้อี้ๆ ในลำคอผมเอง ฟังไม่รู้เรื่องเลย

นานครับเป็นอยู่นาน น่าจะเป็นนาทีเลย ผู้หญิงนั้นก็ยังคงนั่งจ้องหน้าผมอยู่

ผมเริ่มคิดได้ว่า หรือจะเป็น "ผี" ผีอำอย่างที่เขาว่าๆกันรึเปล่า

ก็เลย "ด่า" ครับ "แช่ง" ครับ เคยได้ยินว่าถ้าเจอผีอำให้ด่าผี แช่งผี แล้วมันจะหนีไป ปรากฎว่ามันไม่ขยับเขยื้อนอะไรเลย

ก็เลย เริ่ม "สวดมนต์" ครับ ซึ่งบอกตามตรง สวดเป็นอย่างเดียวคืออะระหังสัมมา ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จากความตกใจ ความกลัว ตอนนี้เริ่ม "โกรธ" ครับ รู้สึกว่าอะไรมันจะนักหนา ไล่ก็ไม่ไป แช่งก็ไม่ไป มันอึดอัดนะรู้ไม๊

ผมพยายามขยับตัวสุดแรงเกิด พยายามขยับมือผมเพื่อไปกระชากจับตัวผีตนนี้ให้ได้

ในใจคิดว่า เออ รอก่อนนะอย่าหนีไปไหน เดี๋ยวจะจับผีเอาไปอวดชาวบ้านให้ได้

ผมขยับได้แค่มือ พยายามสุดแรงเกิดจนสามารถขยับมือไปจับมือของผีข้างซ้ายที่ยันพื้นอยู่ได้

ไม่น่าเชื่อครับ ว่าสัมผัสแรกที่แตะตัวผีได้ มันเหมือนมือคนที่เป็นฟองน้ำครับ มันนิ่มมาก แต่เป็นของแข็ง เหมือนเอาไม้มาหุ้มด้วยฟองน้ำ แล้วเรากำลงไปที่ไม้นั้นน่ะครับ

แว๊บเดียวเท่านั้นครับ ผมสังเกตได้เลยว่าผีตัวนั้นตกใจมาก มันสะดุ้งครับ คงตกใจว่าทำไมคนมาจับตัวมันได้

อาจจะเคยอำใครมาก่อน แต่ไม่เคยมีใครจับตัวมันได้ หรือขยับตัวขณะที่มันอำอยู่ได้ มันตกใจครับ สะดุ้งแล้วชักมือหนีผมทันที แล้วก็ลุกพรวดหายไปเลย

จากนั้นผมก็ขยับตัวได้ แล้วลุกนั่ง พยายามมองหามัน แต่ว่าไม่เจอแล้ว

ลุกเดินไปเปิดไฟ ไม่ใช่กลัวครับ แต่จะดูว่าเป็นคนรึเปล่า มีลืมอะไรไว้ให้ติดตามตัวรึเปล่า ปรากฏว่าไม่มี ประตูก็ล็อกดี

คืนนั้นทั้งคืน นอนไม่หลับยันเช้าครับ

นั่งคิดนอนคิด พยายามหาเหตุผลมาอธิบายว่าเราเป็นอะไร

รู้ตัวดีตลอด ไม่ได้หลับ ไม่สลึมสลือ แล้วผีมันจับตัวได้หรอ แล้วที่เราสัมผัสได้คืออะไร?

นั่นเป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่พบเจอ จนถึงวันนี้ผ่านมาหลายปีมาก ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรทำนองนี้อีกเลย

เรื่องนี้ ผมก็เชื่อคุณหมอนะครับ แต่ก็นับว่าแปลกมาก ที่หมอจับผีได้ รู้สึกได้ด้วยว่า เมื่อผีเป็นอย่างไร  แล้วที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ผีมันตกใจกลัวเสียด้วย

เรื่องผีมาหลอกคนนี่  วิทยากรสอนธรรมะของเราก็โดนนะครับ  แต่ไม่ได้โดนกันทุกคน  ผมคนหนึ่งที่ไม่เคยโดนอย่างนี้แล้ว

มีวิทยากรผู้หญิงท่านหนึ่ง เก่งมาก แต่ท่านก็โดนผีแสดงตัวให้เห็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก่อนหน้าจะเป็นวิทยากรท่านก็ค่อนข้างกลัวผีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนใหญ่แล้ว ผีที่มาแสดงตัวให้เห็นนั้น ต้องการขอบุญบารมีจากท่าน แต่เป็นประจำเลย ที่ท่านเห็นก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา

บางที ผีมันก็มานอนทับขาเล่นเสียอย่างนั้น ระหว่างหลับ  ตื่นขึ้นมาคนมันก็ตกใจเหมือนกัน  บางทีดูทีวีอยู่ดีๆ ผีมันก็มายืนบังทีวีเสียอย่างนั้น

ในการไปบรรยายร่วมกันครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลหาดใหญ่  ในเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมานี้ พยาบาลซึ่งเจอผีกันเป็นประจำก็ถามปัญหานี้  

ผมก็ตอบไปว่า ส่วนใหญ่เขามาขอบุญบารมี ก็แผ่เมตตาให้เขาก็แล้ว  อย่างไรก็ดี  ผมนึกยังไงไม่ทราบ ก็แนะนำเพิ่มไปอีกว่า  ให้บอกผีให้บอกหวยก่อน แล้วถึงจะช่วย

วิทยากรท่านนี้ ได้ยินผมตอบอย่างนั้น ท่านจำได้  ต่อมาอีกไม่นาน ผีก็มาให้ท่านเห็นอีก

ท่านจำคำพูดผมได้  ก็เลยบอกผีว่า “บอกหวยก่อนสิ”  ผีตนนั้น ก็ตอบมาแบบสะบัดๆ ทำนองไม่พอใจ ว่า “866

วิทยากรท่านนี้ เห็นผีมันตอบแบบสะบัดๆ แบบไม่พอใจ  เลขก็ดูประหลาดๆ  ท่านก็เลย ไม่ซื้อ และไม่เล่าให้ใครฟัง ปรากฏว่า หวยงวดวันที่ 1 เมษายน 2557  รางวัลที่ 1 ออกมาคือ 028866

เลขท้าย 3 ตัว ตรงเผงเลย


วิทยากรคนที่ว่า มาเล่าให้ฟังภายหลัง  แฟนท่าน ผมเอง “เซ็งชีวิต” ไปตามๆ กัน  เพราะ เราก็ซื้อลอตเตอรี่ ซื้อหวยกันบ้างตามโอกาส 

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989

หมอกับผี



หลายวันที่ผ่านมา ผมไปอ่านพบกระทู้ชื่อ “เมื่อหมอ "จับผี"!” เข้า  ผมเห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาวิพากษ์วิจารณ์กัน พอให้เป็นเรื่องประเทืองปัญญา

ผมเป็นวิทยากรสอนปฏิบัติธรรม เคยเห็นผี เคยขวางหน้าผี เคยวิ่งหนีผี เคยสอนผีด้วยวิชาธรรมกายมาแล้ว

จึงเชื่อว่าเรื่องที่คุณหมอท่านนี้ เล่าให้ฟังนั้นเป็นความจริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องที่เล่า และความคิดเห็นของผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเห็นของคนไม่เชื่อ

ที่จะวิพากษ์วิจารณ์เป็นกรณีพิเศษก็คือ ความคิดเห็นของคนที่ไม่เชื่อนี่แหละ

เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

จับจริงๆเลยครับ!

ฟังดูเหมือนสวนทาง คนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการแพทย์ จะมาเล่าประสบการณ์ การ"จับผี"

แต่นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งครับ

ถ้าได้ไปออกรายการคดีเด็ด ก็ต้องบอกว่า "ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่านี่คือเรื่องจริง เหตุการณ์จริง และคนที่เห็นก็เป็นคนจริงๆ"

แต่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่คนครับ แต่เป็นผี ผีจริงๆ!

เมื่อวานได้อ่านกระทู้ของท่านจขกท.ผู้หญิงท่านหนึ่ง ที่อยู่คอนโดแล้วพบว่าห้องข้างบนมีเสียงดัง แต่ปรากฏว่าห้องข้างบนไม่มีคนอยู่

อ่านแล้วก็นึกถึงประสบการณ์เหนือธรรมชาติอะไรแบบนี้ของตนเองเหมือนกัน

ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เพราะเป็นหมอกลัวเขาจะว่า เพี้ยน และดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าไม่ได้เล่า ตายไปก็คงไม่มีคนรับรู้ว่า โลกนี้มันมีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆ

ผมขอเกริ่น พื้นฐานทางด้านนี้ของตัวผมก่อนนะครับ

1. ผมเป็นแพทย์

2. ผมไม่เคยเชื่อว่าผีมีจริง ตั้งแต่จำความได้ เพราะอะไรไม่ทราบ แต่อาจจะมาจากการเลี้ยงดู ที่คุณพ่อเป็นนักกฎหมาย เป็นคนมีเหตุผลมาก เป็นคนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องอะไรพวกนี้

การปลูกฝังทำให้ผมไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ ไม่ว่าเรื่องผี เรื่องวิญญาณ อภินิหาร จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ผมประสบมากับตัวนี้ล่ะ ถึงเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่คนเรียกกันว่า "ผี" นั้นมีจริง

3. และด้วยเป็นไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ จึงมักจะท้าทาย และลองของอยู่เสมอๆ เคยอยากเห็นผี ถึงขั้นไปวัดเข้าไปตรงเมรุตรงป่าช้า แล้วก้มหัวลอดหว่างขาดู เคยนอนคาบธูป เคยท่องนะโมพุทธายะอะไรเนี่ยล่ะที่หน้ากระจกและตรงบันได

เวลามีเสียงอะไรผิดปกติตอนกลางคืนจะต้องรีบออกมาจับให้ได้ว่ามันคืออะไร แต่เชื่อไม๊ครับ ไม่เคยเจอ...

4. ผมไม่ดื่มสุรา ไม่ใช้ยาเสพติด ไม่ใช้ยานอนหลับ

5. ไม่ใช่คนธรรมะธรรมโม ล่าสุดที่เคยใส่บาตรคือ 2 ปีก่อน เคยเวียนเทียน 10 ปีก่อน สังฆทาน

5-6 ปีก่อน เข้าวัดปีละ 4-5 ครั้ง ส่วนใหญ่พาผู้ใหญ่ไปไหว้ ตัวเองก็เดินซื้อของรอบๆวัด

6. ชอบดูหนังผี หนังสยองขวัญ มันตื่นเต้นดี

เอาล่ะ ทีนี้มาเข้าเรื่องกันครับ

ผมขอแยกเป็น 3 ตอน ทั้งชีวิตผม ผมเคยประสบด้วยตัวเองเพียง 3 ครั้ง เท่านั้น ก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นจนวันนี้ ไม่เคยเจออีกเลย

ผู้อ่านควรพิจารณาด้วยวิจารณญานนะครับ

อยากให้มองเป็นวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย แล้วช่วยกันคิดว่าสิ่งที่ผมเจอนั้นมันน่าจะใช่ "ผี" อย่างที่เขาว่ากันหรือไม่


คุณหมอท่านนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผี 3 เรื่อง  เรื่องแรกก็เป็นดังนี้

เหตุการณ์ที่ 1

เกิดขึ้นตอนผมอายุ ซัก 20 ปี ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่  ผมไปเยี่ยมบ้านญาติ ที่ร้อยเอ็ด
บ้านญาติผมเป็นบ้านไม้2ชั้น ของข้าราชการ หลังสีขาว เก่าๆพอควร

ผมนอนคนเดียวข้างล่างตรงม้านั่งไม้ ดึกแล้วครับ น่าจะ ตี1-2  นอนไม่หลับครับ แปลกที่

แถมญาติที่เป็นพี่สาว บอกว่าบ้านนี้เคยมีคนเห็นผีด้วยนะ ทำให้รู้สึกตื่นเต้น บอกไม่ถูก ดูทีวีจบ เลยนอนไม่หลับ

อยู่ดีๆ ได้ยินเสียงคนใส่ส้นสูงเดิน ดังมาจากชั้นบน เดินไปเดินมา จากหัวห้องไปท้ายห้อง ซึ่งอยู่บนหัวผมเลย เป็นห้องนอนลุงกับป้าผม

ก่อก แก่ก ... ก่อก แก่ก... แก่กกกกก ก่อก

เสียงมันเหมือนคนใส่ส้นสูงเดินบนห้องที่มีพื้นไม้ครับ ผมก็คิดในใจ พยายามเข้าข้างตัวเอง ป้าแกอาจจะตื่นมาลองชุดลองรองเท้ากลางคืนก็เป็นได้

เป็นการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ที่มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

เป็นวันหยุดในช่วงหน้าหนาว ไม่มีขนลุก ไม่มีเสียงอย่างอื่น มีแต่เสียงนี้ล่ะครับ ดังอยู่ราวๆ 10 นาที นานเลยล่ะ นานจนคิดเตลิดเปิดเปิงไปหลายอย่าง

แต่เนื่องจากเป็นคนไม่กลัวผี เลยไม่สนใจอะไร ก็นอนฟังจนมันหยุดไปเอง แล้วก็ผล็อยหลับไป
ตื่นมาตอนเช้า เดินออกไปดูรอบบ้านซะหน่อย เผื่อมีกิ่งไม้ ต้นไม้ ลมหน้าหนาวมันแรง ผัดมาเสียดสีตัวบ้านรึเปล่า

แต่ก็ไม่มีอะไรรอบๆบ้านน่าสงสัย ถามป้าถามลุง ก็บอกว่าไม่มีใครตื่นกลางดึกมาทำอะไร

เสียงนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า มันคือเสียงของส้นสูงที่มีใครบางคนใส่เดินยามค่ำคืนแน่นอน

แต่ใครใส่?

เรื่องนี้  คุณหมอยังไม่เห็นผี  ยังไม่ได้จับผี  แต่ได้ยินเสียงผีใส่รองเท้าส้นสูงเดินเล่นอยู่บนบ้าน

มีคนไม่เชื่อ เข้ามาความคิดเห็น คนแรกดังนี้

ชั้นบนพื้นไม้หรือเปล่าครับ กลางคืนไม้มันลั่น เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนได้นะครับ

คุณหมอท่านนี้ ท่านไม่ได้ตอบความคิดเห็นข้างต้น   สำหรับผมเองนั้น  ผมเห็นว่า คนให้ความคิดเห็นดังกล่าว 

มันค่อนข้างสมองหมา ปัญญาควายจริงๆ…   มันไม่เชื่อ มันก็อ้างไปข้างๆ คูๆ

คนเล่าเรื่องนี้ เป็นหมอ  เสียงไม้ลั่น กับเสียงการเดินนั้น  มันแตกต่างกันมาก  คนเป็นหมอในเมืองไทยนั้น  ส่วนใหญ่ ฉลาด ไอคิวสูงพอสมควร

หมอเขาจะแยกไม่ออกหรือไง ระหว่างเสียงไม้ลั่นกับเสียงการเดินของคน

มีอีกความเห็นหนึ่งที่ควรนำมาวิพากษ์วิจารณ์กัน

ยังไม่สามารถเชื่อตามที่เล่ามาได้ครับ (ความเห็นส่วนตัว)

เพราะพลังงาน หรือในชื่อสมมติที่เราๆตั้งกัน จะต้องเกิดจากสังขาร(การปรุงแต่ง หรือที่เขาเรียกว่ามโนเอง) ขึ้นโดยผู้เข้าไปสัมผัสถึงพลังงานนั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นตอนจิตว่างๆ (ไม่คิดเรื่องอะไรเลย และเพราะไม่คิดอะไรเลยเราจึงไม่รู้ว่าจิตเราว่างอยู่ ถ้ารู้ว่าว่างอยู่ก็แสดงว่าเรากำลังคิด) ชั่วขณะเช่นก่อนหลับ (ก่อนจริงๆ) เมื่อจิตสัมผัสถึงพลังงานที่ไม่คุ้นเคย สังขารปรุงแต่ง (มโน) ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และปรุงไปเรื่อยๆไม่หยุด โดยไม่สามารถควบคุมการปรุงแต่งได้

ผู้ที่ฝึกสมาธิ และเข้าถึงจุดที่จิตว่างได้นานๆ (สังขารไม่ปรุงอะไร คือไม่คิดอะไรเลยในขณะนั้น) จึงมีโอกาสสัมผัสถึงพลังงานต่างๆ ได้

เมื่อสัมผัสก็ปรุงแต่งกันไปแล้วแต่ นำมาเล่ากันมันๆมากมาย

ถามว่าพลังงานที่ว่ามีไหม ก็ต้องตอบว่ามี ตามหลักพุทธที่ว่า สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นครื่องกั้น มีตัญหาเป็นเครื่องผูก ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

ถามว่าผี (ชื่อที่สมมติขึ้นในภาษาไทย) มีไหม ก็ต้องตอบว่ามี ซึ่งเป็นผีของแต่ละคนที่ปรุงขึ้นมาเองระหว่างสัมผัสพลังงานนั้น เช่นเขาเล่ามาว่าห้องนี้มีผี

เมื่อเราเข้าไปนอน เรามีความจำ หรือรู้อยู่แล้ว (ไม่เกี่ยวว่าเชื่อหรือไม่) เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้างต้นขึ้น สังขารย่อมปรุงไปแนวนั้นๆ

************* ความเห็นส่วนตัวครับ และไม่เคยเห็นผีครับ ***************

ไอ้นี่ก็สมองหมา ปัญญาควายอีกคนหนึ่งเหมือนกัน  ข้อเขียนดูราวกับว่ามีความรู้  แต่ไม่ได้มีความรู้ ความคิดอะไรเลย

ประสบการณ์เจอผี ผีหลอกนั้น เกิดขึ้นเป็นประจำกับคนทั้งโลก  ไม่ต้องเกี่ยวการฝึกสมาธิ  ไม่เกี่ยวกับการปรุงแต่งอะไรเลย 

พวกนี้เข้าข่าย โง่แล้วอยากโชว์มากกว่าอย่างอื่น  เพราะ การโชว์โง่แบบนี้ ไม่มีใครรู้ด้วยว่า ไอ้ควายโง่ตัวนั้นเป็นใคร


เรื่องของคุณหมอท่านนี้ อีก 2 เรื่อง เดี๋ยวจะตามมา….

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989