บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด

ทำบุญให้ผี ผีได้รับหรือไม่

วัดบ้านแก อ่างทอง จัดโต๊ะจีนเลี้ยงผี

ผมไปอ่านพบกระทู้ที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั่วไป เห็นว่าน่าจะเอามาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เป็นที่ประเทืองปัญญากัน

กระทู้นั้นชื่อ “เวลาที่เราทำบุญให้บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว... เค้าจะได้รับหรือไม่”  เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

ขออนุญาตถามผู้รู้ค่ะ

เวลาที่เราสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา กรวดน้ำ ทำบุญ หรือ อธิษฐานให้ญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว  เค้าจะสามารถรับส่วนบุญนั้นได้หรือไม่

ถ้าไม่ได้ เราควรจะทำบุญแบบไหนเค้าถึงจะได้ และ ในกรณีที่เค้าไปเกิดใหม่แล้ว เค้าจะยังได้รับบุญที่เราทำไปให้ได้อยู่หรือไม่

ขอบพระคุณค่ะ

ขอสรุปเนื้อหาของถามก่อน ดังนี้

1- เมื่อคนทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญนั้นให้ผี ผีได้รับหรือไม่
2- บุญแบบไหน ที่ผีจะได้รับส่วนบุญ
3- กรณีที่ผีไปเกิดแล้ว ผีที่ไปเกิดจะได้รับส่วนบุญหรือไม่

กระทู้นี้ มีคนมาร่วมให้ความคิดเห็นกันน้อยมาก  เพียง 10 ความคิดเห็นเท่านั้น สงสัยมันน่าจะเป็นเรื่องที่ยาก

ความคิดเห็นแรกเลย เป็นดังนี้

ผู้ตายไม่ได้รับดอก ก็หากรับได้ ก็ต้องมีจิต มีวิญญาณ มีชีวิต สามารถรับของได้ กินอาหารได้ เมื่อกินได้ก็ต้องขี้ได้ ก็ไม่ต้องมี "ความตาย" กันแล้ว ในโลกมนุษย์ใบนี้

ขอเรียนว่า นี่คือความคิดความเห็นหนึ่งที่มีต่อคำถามของท่านเจ้าของกระทู้ หากท่านผู้ใดเห็นต่างโปรดสุภาพ

มีผู้รออ่านมากมาย พร้อมรับความเห็นต่างของทุกท่าน โดยไม่ถากถางว่าร้ายความเห็นต่างที่ไม่เหมือนตน

และไม่จำเป็นต้องยกนิทาน หรือคัมภีร์ฉบับใดมาอ้างด้วย...เพียงแต่ความรู้ ที่ท่านมีอยู่จริง ประกอบเหตุผล ก็เพียงพอรับฟังแล้ว

ความคิดเห็นแรกนี้ ท่านว่า ท่านเคยบวชเรียนมาด้วย  ความรู้ที่ท่านตอบมานั้น เป็นความรู้ที่ได้จากการบวชเรียน

ผมสงสัยจริงๆ ว่า “มันไปบวชที่วัดไหนมา”  และความคิดเห็นของคนๆ นี้ ก็กวนอวัยวะเบื้องต่ำเป็นอย่างมาก

สำนวนภาษาของคนๆ นี้ มีลักษณะไปทางเยาะเย้ยถากถางคนอื่น แต่มันก็เสือกห้ามคนอื่นว่าอย่าถากถางมัน  มันห้ามยกคัมภีร์มาอ้างอีกด้วย 

อ้าว.... แล้วมันจะมีหลักในการถกเถียงกันได้อย่างไร 

ประการสำคัญเลย  ตรรกะของคนๆ นี้มันวิบัติไปหมด  การที่บอกว่า “ถ้าอุทิศส่วนบุญให้กับคนตายได้  ในโลกนี้จะไม่มีการตาย”  มันบ้าไปแล้ว 

ไอ้นี่ เสือกมาให้ความคิดเห็นเป็นคนแรกเสียด้วย

ความคิดเห็นต่อไป มาจากประสบการณ์ตรงของเขาเอง มาลองอ่านกันดู

บังเอิญมีประสบการณ์ตรงครับ ขอบอกว่าญาติคนที่ตายไปแล้ว จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่เรากรวดน้ำไปให้ครับ ขอเล่าที่มาที่ไปนิดหนึ่งนะครับ

ตอนผมเป็นเด็กประมาณ ป.6 หรือ ป.7 นี่แหละครับ ผมอาศัยอยู่กับตาและยายในตัวเมือง ตาเป็นอาจารย์สอนพลศึกษาที่โรงเรียนมัธยมของผู้หญิง (สมัยนั้นแยกหญิงชายชัดเจน)

ตามีความสามารถพิเศษ คือ ไล่ผีที่ชอบเข้าสิงสู่ในร่างคน ซึ่งมีคนมาตามตาให้ไปช่วยไล่ผีให้อยู่บ่อยๆ ผมเองก็ต้องติดตามตาไปด้วยเช่นกัน

ส่วนใหญ่ตาจะดุและพูดเสียงดังพร้อมเสกคาถาอะไรก็ไม่รู้ เมื่อผีออกแล้วตาก็จะเอาด้ายสายสิญจน์คล้องคอให้ ซึ่งจะกันผีได้

แล้วมีอยู่คราวหนึ่งยายไม่ค่อยสบายนอนพักอยู่บนเตียงที่บ้าน แล้วครางฮือๆ แล้วพูดเสียงดังมาก พอตากับผมได้ยินก็เลยรีบเดินมาดูยาย เอาละซิ ผีเข้าเมียหมอผีซะแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตาคุยดีๆ กับผีที่เข้ายาย โดยตาถามว่า เป็นผีผู้ใดที่มาเข้าสิงสู่ที่ร่างของยาย ก็มีเสียงตอบพร้อมบอกชื่อออกมา ซึ่งผมตอนนั้นก็ได้ยินชัดเจนแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

แล้วตาถามว่ามาเข้ายายทำไม ยายยิ่งเป็นคนอ่อนแอขี้โรคอยู่เดี๋ยวยายจะแย่  ผีในร่างยายก็บอกว่า ไม่เคยทำบุญไปให้กูเลยกูไม่มีจะกิน ทนทุกข์ทรมานอยู่

ตาก็เลยบอกว่า เห็นตายไปนานแล้วนึกว่าไปเกิดแล้ว

สุดท้ายตาเลยถามว่าอยากกินอะไรบ้างพรุ่งนี้จะทำบุญไปให้ แล้วผีก็บอกมาเป็นอาหาร 2-3 อย่าง แล้วตาก็ขอให้ออกจากร่างยายโดยดี ยายก็หลับไปไม่รู้เรื่อง โดยไม่มีการเสกคาถาไล่หรือทำน้ำมนต์แต่อย่างไร

วันรุ่งขึ้น ก็เป็นผมคนเดียวนี่แหละที่ถือปิ่นโตพร้อมกระดาษที่เขียนรายชื่อญาติพี่น้องของตาและยายอีกเป็นหางว่าวเลย สงสัยตากลัวคนอื่นจะมาเข้าสิงยายอีกแน่เลย

หลังจากผมได้สอบถามตาแล้วถึงรู้ว่าผู้ที่มาเข้าสิงยายนั้นเป็นลุงของตนอีกทีหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมคิดว่า คนตายไปแล้วเมื่อเราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้จะต้องได้รับแน่ ไม่เช่นนั้นลุงของตาคงจะมาเข้าซ้ำแล้วถ้าไม่ได้รับ

เรื่องนี้ น่าจะถูกใจคนที่เชื่อ “ผีมีจริง” เป็นอย่างมาก เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของคนเขียน  คนไล่ผี คนถูกผีเข้า และผีที่มาเข้าก็เป็นญาติของตนเองทั้งหมด

ความคิดเห็นหนึ่ง มีคนเอาความรู้จากพระอภิธัมมัตถสังคหะมายืนยัน ดังนี้

เปรต ๔ จำพวก ในเปตวัตถุอรรถกถา แสดงเปรต ๔ จำพวก คือ

๑. ปรทัตตุปชีวิกเปรต เป็นเปรตที่เลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้โดย การเซ่นไหว้ เป็นต้น
๒. ขุปปีปาสิกเปรต เป็นเปรตที่อดอยาก หิวข้าว หิวน้ำ อยู่เป็นนิจ
๓. นิชฌามตัณหิกเปรต เป็นเปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
๔. กาลกัญจิกเปรต เป็นเปรตในจำพวกอสุรกาย หรือ เป็นชื่อของอสุราที่ เป็นเปรต

เปรตที่สามารถจะได้รับส่วนกุสลที่มีผู้อุทิศให้นั้น ได้แก่ ปรทัตตุปชีวิกเปรต จำพวกเดียวเท่านั้น เพราะเปรตจำพวกนี้โดยมากอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับมนุษย์

ถึงกระนั้นก็จะต้อง “รู้” ว่าเขาแผ่ส่วนกุสลให้ จึงจะสามารถรับได้ด้วยการอนุโมทนา ถ้า “ไม่รู้ไม่ได้อนุโมทนา” ก็ไม่ได้รับส่วนกุสลนั้นเหมือนกัน

เรื่องนี้ คนที่ชอบอ่านหนังสือพระ คงจะรู้กันโดยทั่วไป ในพระไตรปิฎกเองก็มีเรื่องที่เปรตมารับส่วนบุญอยู่หลายแห่ง  เช่น เปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร เปรตซึ่งเคยเป็นแม่ของพระสารีบุตร เป็นต้น

ก็น่าจะเป็นความรู้จากพระอภิธัมมัตถสังคหะนี่แหละ ที่คนจำนวนมากเชื่อว่า “ปรทัตตุปชีวิกเปรต” เท่านั้น ที่จะรับส่วนบุญได้  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

คนที่สนใจเรื่องผีกันจะรู้ว่า ผีญาตินั้น บางทีก็มาขอส่วนบุญเอาดื้อๆ จนคนที่เป็นญาติผีวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันมาแล้ว  บางทีก็มาเข้าฝัน  บางทีก็มาเข้าสิงคนอื่นบอกบอกให้ทำบุญไปให้

ดังนั้น ผีก็รับส่วนบุญได้ ไม่ใช่ “ปรทัตตุปชีวิกเปรต” พวกเดียว

นอกจากนั้นแล้ว  เรายังรู้มาอีกว่า เทวดาชั้นล่างๆ นั้น ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ก็สามารถรับส่วนบุญได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น  การที่กายละเอียดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผี เปรต เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม สัตว์นรก หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกัน ก็สามารถรับส่วนบุญได้  ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “รู้” ว่ามีคนทำบุญให้หรือไม่ กับ “อนุโมทนาบุญ” ด้วยหรือไม่

สมมุติว่า มีคนทำบุญให้เปรตทั้งหมดทั้งปวง แต่เปรตตนหนึ่งเกลียดคนที่ทำบุญให้ เขาจึงไม่รับอนุโมทนา  อย่างนี้เข้าก็ไม่ได้รับบุญนั้น

อีกกรณีหนึ่ง  สมมุติว่า มีข้าราชการที่คดในข้อ งอในกระดูก ฉ้อราษฎร์บังหลวงมาโดยตลอด ไปทำบุญเพื่อเอาหน้า ผลบุญมันก็น้อยมาก 

เทวดาที่เป็นญาติกันรู้ว่า ข้าราชการท่านนี้ อุทิศส่วนบุญให้ ท่านก็ไม่อนุโมทนาด้วย เพราะ เป็นบุญที่หยาบกว่าที่ท่านได้รับอยู่

ที่ผมเขียนไปข้างต้นนั้น น่าจะตอบปัญหาทั้ง ข้อ 1 กับ ข้อ 3 ไปแล้ว เหลือข้อ 2

1- เมื่อคนทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญนั้นให้ผี ผีได้รับหรือไม่
2- บุญแบบไหน ที่ผีจะได้รับส่วนบุญ
3- กรณีที่ผีไปเกิดแล้ว ผีที่ไปเกิดจะได้รับส่วนบุญหรือไม่

บุญนั้นมี 10 อย่าง ที่เรารู้กันโดยทั่วไปก็คือ ทาน ศีล ภาวนา  ไม่ว่าบุญอะไร พวกกายละเอียดเขาก็ยินดีรับทั้งสิ้น  แต่บุญที่ส่งผลให้ได้มากที่สุดก็คือ การเห็นดวงธรรม กับกายธรรมในวิชาธรรมกาย

วิชาธรรมกายนั้น สามารถเรียกผี เปรต สัตว์นรกมาเรียนได้  เมื่อเห็นดวงธรรมปุ๊บ เขาจะกลายเป็นเทวดาทันที 

จำนวนมากเลย ดีใจมาก ไปสวรรค์เลย ไม่ลาคนสอนเลยก็มี

ในกรณีของสายพุทโธกับสายยุบหนอพองหนอ ผมไม่เคยได้ยินว่า สามารถเรียกผี เปรต สัตว์นรกมาได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ถึงเรียกมาได้ ก็สอนพวกเขาไม่ได้ เพราะ พวกผี เปรต สัตว์นรกเข้าไม่หายใจแล้ว  จะไปพุท ลมเข้า โท ลมออก ไม่ได้

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989




ผีมีจริงหรือไม่


คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?” นี้  มีคำตอบมากมาย  ขึ้นอยู่กับว่า ถามเมื่อไหร่ ถามที่ไหน และถามใคร..

ถ้าเราเอาคำถามนี้ ไปถามคนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ขึ้นไป จนถึงกรุงสุโขทัย  คนที่ถูกถามคงมองเราแปลกๆ แล้วก็คงนึกในใจว่า “ถามทำไม” 

คนในยุคดังกล่าวนั้น เชื่อเรื่องผีกันเป็นปกติว่า ผีมีอยู่ มีจริง  บางคนก็เห็นผีได้ บางคนก็ถูกผีหลอก แต่ละคนไม่สงสัยในความมีอยู่ของผี

ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนักปรัชญาก็คือ คนโบราณเชื่อว่า ผีมีจริง เช่นเดียวกับที่เชื่อพรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนเดิม

ตรงนี้ ต้องขอขยายความสักนิด..

ในการเรียนปรัชญานั้น จะฝึกให้ผู้เรียนคิด โดยใช้หลักการทางตรรกวิทยา ญาณวิทยา ฯลฯ  การที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกนั้น ไม่ใช่ความจริงเสมอไป

พระอาทิตย์มีโอกาสที่จะไปขึ้นทางทิศอื่นบ้างก็ได้  แต่ตามปกติมันก็ขึ้นทางทิศตะวันออกนั่นแหละ คนทั้งโลกถึงเชื่อกันอย่างนั้น

จะเห็นว่า คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?” ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ขึ้นไป  คงไม่มีใครถามกัน เพราะ ทุกคนเชื่อเป็นปกติธรรมดา

ถ้าเอาคำถามดังกล่าวมาถามในยุคปัจจุบัน ซึ่งโดยสภาพของความเป็นจริง ก็มีการถามกันโดยทั่วไป และก่อให้เกิดข้อโต้แย้งถกเถียงกันวุ่นวาย

น่าสงสัยว่า คำตอบจะเป็นยังไง  คำตอบจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าถามที่ไหน และถามใคร..

คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?”  ถ้าไปถามประชาชนตามชนบท ที่เรียนในโรงเรียนของระบบการศึกษาปัจจุบันไม่มากนัก  ส่วนใหญ่พอจบการศึกษาภาคบังคับก็เลิกเรียนแล้ว

มีจำนวนเยอะมากเลย ที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งเมื่อก่อนก็คือ ป. 4 ก็ออกมาทำมาหากินแล้ว

คำตอบที่ได้รับก็คือ พวกเขาเชื่อว่าผีมีจริง  แต่คงจะไม่สงสัยว่า “มาถามทำไม”  เพราะคนในยุคนี้  ต่างก็รู้แล้วว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่งสงสัยในความมีตัวตนของผีกันแล้ว ว่ามันมีจริงหรือเปล่า

คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?”  ถ้าไปถามคนในเมืองที่ได้รับการศึกษากัน คำตอบก็จะออกเป็น 2 แนวคือ

1- มีจริง
2- ไม่มี

กลุ่มที่ตอบว่า “มีจริง” นั้น ถึงแม้จะได้รับการศึกษาที่มากพอสมควร แต่ก็ยังคงเชื่อคำสอนของศาสนาพุทธอยู่  เชื่อว่า นรก สวรรค์ มีจริง

ใครทำกรรมชั่วก็ต้องตกนรก ใครทำความดีก็ต้องขึ้นสวรรค์  จึงเชื่อตามไปถึงเรื่องผีด้วยว่า “ผีต้องมีจริง”

ผมซึ่งจบปรัชญาดุษฎีบันฑิต (สหวิทยาการ) ก็อยู่ในกลุ่มนี้

กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่มี”  นั้น  เชื่อไปตามหลักสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่ว่า “สิ่งที่มีอยู่จริง ต้องสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย” 

อะไรก็ตาม ไม่เฉพาะเรื่องผี ถ้าสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ได้แล้ว  “สิ่งนั้นไม่มี

ในยุคนี้  คนที่อยู่แวดวงเรื่องผีๆ จึงจะได้ยินประโยคที่ว่านี้อยู่เสมอ คือ “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์

ประโยคอมตะวาจาที่ว่านี้ กล่าวคือ “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์” จะถูกเอามาเป็นหลักฐานสนับสนุนของฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์เสมอ

เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์ไปลากเอาประโยคนี้ออกมา  ฝ่ายที่เชื่อว่า “ผีมีจริง” ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน เพราะ ไม่รู้จะไปเถียงอย่างไร

เพราะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ได้สร้างความเจริญทางวัตถุให้กับโลกอย่างมากมายมหาศาล ทุกวันนี้ก็อยู่ในภาพแวดล้อมของความเจริญทางวิทยาศาสตร์นี่แหละ..

การที่วิทยาศาสตร์มันทำอะไรได้มาก ทำอะไรได้เยอะ ทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์  ทำให้นักวิทยาศาสตร์เองก็หลงเชื่อไปว่า “วิทยาศาสตร์คือความจริงสูงสุด

เมื่อหลงผิดคิดไปว่า “วิทยาศาสตร์คือความจริงสูงสุด” ก็เลยเอามาตรฐานในทางวิทยาศาสตร์ไปเป็นตัวชี้วัดว่า “อะไรจริง อะไรไม่จริง

สิ่งไหนวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับ หรือเข้าไม่ได้กับวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้นไม่จริงทั้งหมด 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ  พวกที่เชื่อวิทยาศาสตร์ไปตีตราชี้หน้าฝ่ายตรงข้ามว่า “งมงาย”, “ล้าสมัย”, “ตกยุค” ต่างๆ นานา แล้วแต่จะว่ากันไป

อย่างไรก็ดี  อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้นว่า ในฐานะที่ผมเรียนจบปรัชญาดุษฏีบัณฑิต (สหวิทยาการ)  ได้เรียนปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะปรัชญาวิทยาศาสตร์ 

ความรู้ในยุคนี้พิสูจน์มาแล้วว่า“วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความจริงสูงสุด”  วิทยาศาสตร์ยังไม่ใกล้เคียงความจริงสูงสุดหรือแม้แต่น้อย

ยิ่งวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตัน ที่คนไทยรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งห่างไกลความจริงสูงสุด และไม่มีทางค้นพบได้ด้วย

วิทยาศาสตร์นั้น ท่านผู้รู้เขาแบ่งออกเป็น 2 ยุค  พูดให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุดก็คือ ยุคของวิทยาศาสตร์แบบนิวตัน กับยุคของวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์

วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันบอกว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง  ซึ่งก็เป็นความจริง นิวตันไม่ได้โกหก 

แต่วิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์พบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรงเฉพาะในโลกของเรา  แต่ในจักรวาลแสงจะเดินทางเป็นเส้นโค้ง

เฉพาะประเด็นเรื่องแสงนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า วิทยาศาสตร์แบบนิวตัน กับวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์ถูกทั้งคู่  แต่ความจริงของวิทยาศาสตร์แบบนิวตันแคบกว่าความจริงของวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์

วิทยาศาสตร์แบบของนิวตันบอกว่า เวลาของเราคงที่  แต่วิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์บอกว่า เวลาไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความเร็วและแรงโน้มถ่วง

เรื่องเวลานี้ จะว่าวิทยาศาสตร์แบบของนิวตันผิดก็ไม่ได้  จะว่าถูกก็ไม่ได้  เพราะเวลาของคนทุกคนต่างกันก็จริง แต่มันวัดความต่างกันของเวลาไม่ได้ 

เวลาของทุกคนจึงดูเหมือนกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยคอมตะวาจาที่ว่า  “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์”  จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่า “เรื่องผี ทำไมจะต้องพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์

ผมยังไม่พบสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องผีมาก่อนเลย   ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายก็คือ วิชา “ผีวิทยา” ไม่มีเรียนในระบบการศึกษาของโลก

นักวิทยาศาสตร์เขาไม่เคยเรียนเรื่องผี  แล้วจะเอาวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์เรื่องผีได้อย่างไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ ในการจะฟันธงหรือตัดสินใจในเรื่องใด ประเด็นใด ผู้จะที่ตัดสินนั้น  ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ และต้องได้รับการยอมรับกันในทางวิชาการ

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง “ผี” แล้วจะเอาวิทยาศาสตร์มาตัดสินเรื่องผีได้อย่างไร

ผู้ที่เชื่อวิทยาศาสตร์หลายคน บางคนก็มีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย พยายามใช้เครื่องมือในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า “ผีมีหรือไม่มี” เช่น พยายามเอากล้องไปถ่ายในป่าช้า ฯลฯ เป็นต้น

ผมว่า ถ้าผีมันยืนมองอยู่  ผีมันคงนึกว่า “ไอ้พวกนี้ มันบ้าไปแล้ว”  

จะเห็นได้ว่า ในเมื่อมนุษย์มี  ผีก็มี เพราะ มนุษย์หรือคนเมื่อตายไปแล้วมันเป็นผี  

คนทุกคน 18 กายซ้อนกันอยู่ มีกายหยาบสุดหรือกายเนื้อที่มองเห็นได้ง่าย  ที่เหลือ 17 กาย เป็นกายละเอียด

กายละเอียดทั้ง 17 กายนี่แหละคือ “ผี” ที่เราถกเถียงกันว่า “มีหรือไม่มี” 

การที่ผีกับคนแตกต่างกันที่มีกายเนื้อกับไม่มีกายเนื้อเท่านั้น  คนคิดอะไรได้ ผีก็คิดอะไรได้เหมือนกัน

คนทำอะไรได้ ผีก็ทำอะไรเหมือนกัน แต่ไม่มีความสามารถเท่าคน เพราะ ขาดเครื่องมือสำคัญคือกายเนื้อ


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989





ผีตายโหงต่างชาติตามเอาชีวิต


ผมไปอ่านพบกระทู้ “ช่วยด้วยค่ะโดนสัมพเวสีที่เป็นคนงานต่างด้าวตามเอาชีวิต”  ในห้องเรื่องลึกลับ ของบอร์ดหว้ากอ  เห็นว่า คนตั้งกระทู้เดือดร้อนจริง  เลยมาเขียนหนทางช่วยเหลือไว้ เผื่อว่า คนตั้งกระทู้จะได้อ่าน และเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้

เนื้อหายาวหน่อย ผมก็พยายามตัดให้สั้น ใครอยากอ่านฉบับจริงก็ตามลิงก์ไป

เจ้าของกระทู้บังเอิญไปเหยียบน้ำขยะเหม็นๆ ในบริเวณด้านล่างของคอนโด แล้วพยายามไปเช็ดน้ำขยะที่พื้นปูนซีเมนต์  โดยไม่รู้ว่า มีคนงานต่างด้าวร่วงลงมาตายตรงนั้น 

ครอบครัวของคนตั้งกระทู้เพิ่งย้ายเข้าไป

วันนั้นทุกอย่างก็ปกติ แต่เรามีความรู้สึกว่า มีสายตาใครบางคนจ้องมองเราตลอดเวลา เราก็ได้แต่คิดว่าเราคงคิดไปเองมั้ง

พอตกตอนกลางคืนเราก็ฝันว่า เรานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาห้องรับแขกเล่นไปสักพัก ก็มีเสียงใครคนนึงพูดกับเรา แต่เราไม่เห็นตัวเค้านะเราได้ยินแต่เสียง เค้าถามเราว่า "สนุกไหม?" เราก็ตอบเค้าไปแบบที่ตาเรายังจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ว่า "สนุกซี่"

หลังจากที่เราคอบไปแล้วเค้าก็ถามเรากลับมาว่า "สนุกใช่ไหมอย่างั้นเราไปเล่นผูกคอตายกันไหม?"

หลังจากที่เค้าพูดจบเราจำได้ว่าในฝันเรามองหาว่าใครเป็นคนพูดแต่มองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอเราจึงตะโกนตอบไปว่า"ไม่ไปจะอยู่กับแม่!!!" พอสิ้นเสียงเราปุ๊ปนาฬิกาปลุกมันก็ดังขึ้นมาทำให้เราตื่นเราเลยหยิบโทรศัพท์มาดู นาฬิกาบอกเวลาว่าตี4.30

เจ้าของกระทู้ฝันซ้ำกัน เลยไปเล่าให้แม่ฟัง  บรรดาญาติผู้หวังดีก็โทรไปหาหมอดู คนทรง

สักพักพี่สาวเราโทรมา คำถามแรกที่มันถามเรา ก็เล่นเอาขนลุกเกรียวกันเลยจ้า  มันถามเราว่า อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเคยเกือบโดนรถเชี่ยวไหม?

เราก็เห้ย! รุ้ได้ไงฟร่ะ! คือใช่เลยคือวันจันทร์ ที่เราฝันเป็นคืนที่สองนั่นแหละ เรากำลังจะข้ามถนน แต่เหมือนเราเบลอหรืออะไรไม่รุ้เรามองไม่เห็นว่ากำลังมีรถวิ่งมาด้วยความเร็วเรากำลังเดินข้ามไป

แต่ดีที่มีคนที่ข้ามมาด้วยกระชากตัวเรากลับไปตอนนั้นใจเราตกไปอยุ่ที่ตาตุ่มเลย นึกแล้วยังเสียวอยุ่เลยคือมันนิดเดียวจริงๆ คาบเส้นระหว่างความเป็นความตายเลย

วอนผู้รู้ช่วยชี้แนะเราทีนะค่ะ เพราะตอนนี้มันส่งผลกระทบต่อจิตใจและหน้าที่การงานของเรามาก เราไม่มีสมาธิทำงานเลย โดนเจ้านายว่าแล้วค่ะตอนนี้ว่าไม่มีสติจนงานผิดพลาด

เราวิตกกังวลและเริ่มจิตตก ได้ยินเสียงอะไรกอกแกกๆตอนกลางคืนก็ผวาจนนอนไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยแนะนำเราทีนะค่ะ

โดยสรุปก็คือ 

1- เจ้าของกระทู้กลัวตาย 

จะว่าไปมันก็เป็นไปตามปกติ ใครบ้างไม่กลัวตาย แต่เจ้าของกระทู้นี่ กลัวผีตายโหงต่างด้าวจะเอาไปอยู่แทนที่มัน

เรื่องนี้ เป็นความจริงนะครับ  ผีที่ตายไปแล้ว ส่วนใหญ่มันจะอยู่ตรงนั้น  แล้วถ้าต้องการจะไปจากตรงนั้น  มันจะเอาคนอื่นมาตายแทน

แต่ผีมันจะคิดถูกหรือไม่นี่  ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

2- เมื่อมีปัญหา เจ้าของกระทู้ไปหาหมอดู ซึ่งเป็นคนทรง  

เรื่องคนทรงนี้ก็เป็นเรื่องจริงนะครับ  เป็นไปได้จริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัจจุบันโกหกเพื่อหลอกเงินประชาชนเท่านั้น

คนทรงที่ทำได้จริง และผีหรือเจ้ามาทรงจริง เขาจะรู้เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ดี แต่ในอนาคตนั้น เขาก็เดาเอาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผี หรือเป็นคน

3- เมื่อไม่แน่ใจก็เลยหาความรู้ในเว็บ

ผมว่า ถ้าไอ้ผีต่างด้าวนั้น มันมีฝีมือจริงๆ เจ้าของกระทู้ตายแน่ ไม่รอดแน่ๆ    คนในเว็บพันธุ์ทิพย์ ส่วนใหญ่สมองหมา ปัญญาควายทั้งสิ้น 

มันก็แนะนำไปตามความคิดที่มันมีอยู่ ผิดถูกมันก็ไม่รู้ มีประสิทธิภาพหรือเปล่ามันก็ไม่รู้ ก็ลองอ่านดูในกระทู้ก็ได้  ผมทำลิงก์ไว้แล้ว

สำหรับผมมีข้อแนะนำ ดังนี้

1- มาเรียนวิชาธรรมกายกับวิทยากร 

ใครที่ฝึกวิชาธรรมกาย ผีไม่ว่าจะตายโหง ตายห่า ตายธรรมดา ฯลฯ ไม่กล้ายุ่งด้วยเด็ดขาด  ถ้ามันยังมาเข้าฝันอีก ก็ไปบอกกับมันว่า “มึงไปหา ดร. มนัส โกมลฑาเลย เขาอยากเจอมึง

ถามมันด้วยว่า “มึงจะเอาค่ารถหรือเปล่า ดร. มนัสเขาอยู่โคราช”  ถามกวนตีนผีไปอย่างนั้นเอง..

2- เช่าพระของมูลนิธิศึกษาการุณย์ไปคล้องคอ

พระของมูลนิธิศึกษาการุณย์นี่ มารตัวเล็กๆ มันเห็น มันยังหนีกระเจิดกระเจิง นับประสาอะไรกับผีตายโหงกระจอกๆ แบบนั้น

พระของมูลนิธิศึกษาการุณย์ ค่าเช่าทำบุญก็องค์ละ 100 บาท ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร..


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989



ผีเห็นเราได้อย่างไร




ผมไปเจอกระทู้ที่น่าสนใจ และพิจารณาแล้วว่า คนไทยส่วนใหญ่ก็น่าจะสงสัยในประเด็นนี้ จึงนำมาวิพากษ์วิจารณ์กัน พอให้เป็นที่ประเทืองปัญญา


เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

หลังจากอ่าน เรื่องลึกลับ โดยเฉพาะเรื่องผีมาหลายเรื่อง ส่วนใหญ่จะพบว่า ผี หรือ วิญญาณ ตอบโต้ ผู้พบเห็นประสบการณ์นั้นได้

ไม่ว่าจะสบตา (ใช้ตา) แล้วส่งเสียงร้อง (ใช้ปากลิ้น) บีบคอ (ใช้กายสัมผัส) รวมถึงส่งกลิ่นเน่าเหม็นหรือหอม (กลิ่นคงออกจากกาย)

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ผี หรือ วิญญาณ ไม่มีร่างกายแล้ว ไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น หรือ กาย ไว้รับสัมผัสต่างๆ

ถ้าผีหรือวิญญาณมีจริง ก็ไม่มีอวัยวะที่จะรับสัมผัสใดๆ ได้

ยิ่งมาได้ศึกษาเรื่อง ขันธ์ ๕ ก็ยิ่งพบว่า ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส เป็น ส่วนประกอบสำคัญที่จะสร้าง สังขาร สัญญา วิญญาณ ฯ (อ่านเพิ่ม พุทธธรรม)

สรุป ผี วิญญาณ ไม่มีรูป ไม่น่าจะติดต่อสื่อสารใดๆ ได้ ดังนั้น เมื่อไม่มีรูป ก็ไม่น่าจะติดต่อกับคนในโลกนี้ได้จริง เพราะไม่สามารถสื่อสารได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า ผี หรือ วิญญาณไม่มีจริง)

เนื้อหาของกระทู้นี้ แสดงถึงความไม่รู้มากมาย แต่คนไม่รู้จึงมาถาม ก็ไม่ว่ากันเอาไว้วิพากษ์วิจารณ์กันในตอนท้าย  แต่ตอนนี้เรามาวิพากษ์วิจารณ์พวก “เสือกรู้” กันก่อน  คือ พวกที่เข้าไปให้ความคิดเห็นทั้งหลาย

ความคิดเห็นที่ 3

ถ้าผีมีจริง ก็ต้องมี ผีหมา ผีแมว ผีนก ผีกา ผีไก่ ผีหมู ผีวัว ผียุง ผีแมลงสาป ผีมดดำ ผีมดแดง ฯลฯ

ตอนดึกๆ ได้ฤกษ์จังหวะผีออก คงวุ่นวายพิลึกครับ ห้ามคิดว่าถ้าผีมีจริงต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น

มนุษย์ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเหมือนๆ กับสิ่งอื่น เพียงแต่มีจินตนาการณ์มากกว่าหมาและแมวเท่านั้นเอง

ผมไม่เคยเห็นหมาหรือแมว กลัวผีเลยครับ

คนถามเขาถามคนที่เชื่อเรื่องผี ไอ้คนนี้ ไม่เชื่อเรื่องผี ก็เสือกเขามาตอบกับเขาแบบสมองหมา ปัญญาควาย..

ดูที่เน้นสีแดงก่อน  “ผมไม่เคยเห็นหมาหรือแมว กลัวผีเลยครับ”  มันไปรู้ได้ยังไงว่า หมา แมวไม่กลัวผี  เสือกรู้ไปทุกเรื่อง

สำหรับเรื่อง “ผีหมา ผีแมว ผีนก ผีกา ผีไก่ ผีหมู ผีวัว ผียุง ผีแมลงสาป ผีมดดำ ผีมดแดง” โดยปกติไม่มีนะครับ  เพราะ กายละเอียดของสัตว์เหล่านั้นเป็นคนทั้งหมด แต่กายจะออกไปทางดำ

การเกิดเป็นสัตว์ก็เพราะชดใช้กรรมอยู่  กายเนื้อเท่านั้นเป็นสัตว์ ดังนั้น เมื่อตายจากภพสัตว์ไปแล้ว ก็จะเหลือกายละเอียดที่เป็นคน

ความคิดเห็นที่ 11

ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะออกบิณฑบาตกับเพื่อนภิกษุ เดินผ่านเขาลูกหนึ่งแล้วก็ยิ้ม  เพื่อนภิกษุถามว่ายินเนื่องด้วยเหตุอะไร

พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ไว้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วจะบอก

เมื่อรับบิณฑบาตเสร็จ ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน  เพื่อนภิกษุก็ทวงถามคำตอบ
พระมหาโมคคัลลานะจึงตอบว่า เห็นเปรต

พระพุทธเจ้าก็ตรัสซ้ำว่า เห็นเหมือนกับพระองค์เมื่อครั้งก่อน  แต่พระพุทธเจ้าไม่มีพยาน ครั้งนี้พระมหาโมคคัลลานะเป็นพยานในการรู้เห็นนี้

ความคิดเห็นนี้ ยกเอาพระสูตรมาแสดงเสียด้วย แต่ก็เป็นการแสดงแบบสมองหมา ปัญญาควายเหมือนเดิม  กล่าวคือ  กระทู้เขาถามว่า “ทำไมผีเห็นเรา”  ไม่ใช่หาหลักฐานว่า “ผีมีจริงหรือไม่

ความคิดเห็นที่ 9

พวกผีหรือบ้างเรียก วิญญาณ ที่จริงก็อยู่ในภพภูมิเปรต ซึ่งเปรตก็มีหลายประเภท

พวกที่เกิดเป็นเปรตพวกนี้ มีอวัยวะทุกอย่างเช่นเดียวกันมนุษย์ ที่สามารถรับผัสสะ เวทนาทั้งสุขและทุกข์ คือมีความหิว มีความทุกข์ต่างๆ

ส่วนใหญ่จะรับทุกข์เวทนามากกว่าถ้าอยู่ในภูมินรก ที่เป็นอีกภพภูมินึงที่มีแต่ความทรมาน สภาพกายก็ต้องมีความแตกต่างกันไปตามแต่ล๊ะภพภูมิ  แต่มีกายไว้รับความทุกข์แน่ๆครับ...

ถ้าเป็นพวกเทวดา ก็มีร่างกายเหมือนกัน เพียงแต่เป็นกายละเอียด มีอาหารทิพย์มีการสัมผัสที่ละเอียด  แต่ละภพภูมินั้นมีกายไม่เหมือนกัน มีความละเอียดหรือหยาบไปตามแต่ละภพภูมิ...

ความคิดเห็นนี้เข้าท่าเข้าทางขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเข้าใจผิดที่ว่า “พวกผีหรือบ้างเรียก วิญญาณ ที่จริงก็อยู่ในภพภูมิเปรต” 

ผีก็ผี เปรตก็เปรตครับ 

ผีนี่ส่วนใหญ่หมายถึง กายละเอียดของคนที่ตายไปแล้ว โดยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ ยังไม่ไปสวรรค์ ยังไม่ไปนรก   ส่วนเปรตนั้น ถือว่าเกิดไปใช้กรรมแล้ว

รูปร่างของเปรตก็เปลี่ยนไปตามกรรมของเขาแล้ว  ส่วนผีนี่ ส่วนใหญ่ยังจะที่รูปร่างเหมือนคนอยู่

ในทางวิชาธรรมกายอธิบายเรื่องนี้ได้ง่ายมาก และถูกต้องตรงเผงเสียด้วย....

ไม่ว่ามนุษย์ ผี เปรต เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม รวมถึงพระอรหันต์ในอายตนะนิพพานต่างก็มีขันธ์ 5  ทั้งสิ้น  คือ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณด้วยกันทั้งสิ้น

พระอรหันต์นั้น เราจะไม่เรียกว่า “ขันธ์ 5” แต่จะเรียก “ธรรมขันธ์

มีความเข้าใจผิดกันว่า “อรูปพรหม” มีไม่ถึงขันธ์ 5  เพราะ พวกนี้ไม่เคยเห็น อ่านหนังสือแล้วก็ตีความกันไป 

ในเมื่อผีมีขันธ์ 5 เขาก็เห็นมนุษย์ได้  คำตอบก็มีเพียงสั้นๆ อย่างนี้  

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989




ผีต้องการที่อยู่หรือไม่




วันนี้ มาวิพากษ์วิจารณ์กระทู้ “ผีต้องการที่อยู่ไหมคะ?”  ปัญหาที่ถามนั้นดูง่ายๆ  แต่คงตอบยากพิลึก เพราะ มีคนมาให้ความคิดเห็นเพียง 7 ความคิดเห็นเท่านั้น

ในฐานะที่ผมจบปริญญาเอกด้วยทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นทุนที่ต้องการสร้างนักวิจัยให้กับประเทศไทย  ผมมีคำตอบที่ง่ายมาก

เราต้องทำวิจัยสัมภาษณ์ผี ว่าคุณผีๆ เหล่านั้น ต้องการที่อยู่หรือไม่

อย่างไรคำตอบที่ว่าง่ายมากนั้น ชักจะมีปัญหาในทางปฏิบัติเสียแล้ว ในกระบวนการทำวิจัย

บางคนอาจจะเดาไปว่า ปัญหาน่าจะเกิดจากแบบสอบถาม   ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของผม แบบสอบถามไม่ยาก 

เราจะถามแบบมีคำตอบ 2 ตัวเลยก็ได้ เช่น  ท่านต้องการบ้านอยู่หรือไม่  คำตอบก็เป็น ใช่ หรือไม่ใช่  ท่านต้องการบ้านขนาดไหน  ฯลฯ

บางคนอาจจะสงสัยไปว่า  ปัญหาน่าจะเกิดจากการเก็บข้อมูล  ใครมันจะกล้าไปสัมภาษณ์ผี  สภาพการณ์ก็น่าจะเป็นว่า คนเก็บข้อมูลพอเห็นผีเท่านั้น  ก็วิ่งกันไปคนละทาง 2 ทาง ลืมเป้าหมายกันไปหมด

เรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของวิชาธรรมกาย   เพราะ วิชาธรรมกายนั้น เราสามารถเรียกผีมาสัมภาษณ์ได้ง่ายๆ 

อย่างคนนิสัยดีๆ เขาทำกัน ก็บอกผีว่า  “มาให้สัมภาษณ์หน่อย อยากกินอะไรเดี๋ยวทำบุญให้เลย” รับรองผีมาให้สัมภาษณ์กันเพียบ

บอกรายละเอียดสักนิดหนึ่ง  เราก็ไปนิมนต์พระมารอไว้เลย  ถ้าผีมันให้สัมภาษณ์ปุ๊บ เราก็ถวายอาหารพระเลย...  เรียกว่า เอาใจผีกันเต็มที่

ถ้าเป็นคนโหดๆ แบบผม  ผมก็จะใช้จักรแก้วไปกวาดมาให้หมด  ผีตัวไหนหัวแข็งไม่มา ก็เอาจักรแก้วตัดแขน ตัดขามีเสียก่อน แล้วค่อยเอาตัวมาสัมภาษณ์

แล้วความยากมันอยู่ตรงไหน...   ความยากมันมีอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ

1- เราไม่รู้ว่าประชากรผี มันมีจำนวนเท่าไหร่  เราจึงไม่สามารถคำนวณกลุ่มตัวอย่างได้ว่า จะใช้กลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่ดี

แล้วผีจริงๆ แล้วมันมีกี่ประเภทก็ไม่รู้  ปัญหานี้ก็คือ ปัญหาความน่าเชื่อถือของงานวิจัย

2- ไม่รู้จะขอทุนวิจัยที่ไหน  งานวิจัยที่เอาเงินทำเองนั้น มันไม่น่าเชื่อถือ ขอ ผศ. รศ. ไม่ได้ว่าอย่างนั้นเถอะ 

ถึงจะรวยขนาดทักษิณยังอาย ก็ทำวิจัยด้วยเงินตัวเองไม่ได้  ต้องไปขอทุนจากแหล่งทุนทั้งหลาย

ถ้าเราเอา Proposal ที่ต้องการรู้ว่า “ผีต้องการที่อยู่หรือไม่”  ไปเสนอแหล่งทุน  คงถูกส่งเข้าโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นแน่

ในเมื่อเราทำวิจัยในเรื่องนี้ไม่ได้  เราก็มาดูความคิดเห็นของคนในกระทู้ดีกว่า แต่ก็อย่าไปคาดหวังนัก เพราะ ไอ้พวกนี้ มันไม่ใช่ผี  มันเป็นคน  แต่มันมีคิดผิดๆ ว่า มันรู้เรื่องของผีดี มันก็เลยมาตอบ

ความคิดเห็นที่ 1

ถามว่า ผีต้องการที่อยู่มัย ต้องการครับ แต่ให้ถามว่าเราจะสรรให้เค้าได้มัย ตอบว่าไม่ได้ เพราะว่า เราอยู่ในอาจจะอยู่ในโลกเดียวกัน ก็จริง แต่คนละมิติกัน สื่อสารกันไม่ได้

เหมือนคลื่นวิทยุคนละความถี่กัน ถ้าไม่ใช้ความถี่ของตัวเองก็รับไม่ได้ หมายถึงว่า โลกของใครก็ของมันครับ มองไม่เห็นกัน ..... เทวดาก็คนละความถี่กับมนุษย์อีก

คนนี้ มันตอบมั่ว มีทั้งถูกทั้งผิด  ผีต้องการที่อยู่แน่ๆ  ตัวอย่างก็ภาพด้านบน  ศาลพระภูมินั้นก็คือ บ้านผี  แสดงว่าคนสร้างบ้านให้ผีอยู่ได้

นอกจากนั้นแล้ว คนก็สามารถติดต่อพูดคุยกับผีได้ ไม่งั้นมันจะมีคนถูกผีหลอกหรือ..... การที่ผีมาหลอกคนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ผีต้องการสื่อสารกับคน  แต่คนมันไม่เปิดใจยอมรับเลย 

เห็นผีแล้ววิ่งไว้ก่อน  พ่อสอนไว้หรือไงก็ไม่รู้  ไม่รู้หรือไงว่า ผีมันผิดหวังสุดๆ

ความคิดเห็นที่ 2

ผีมีขันธ์ ๕ ครบ ...ต้องการที่อยู่เหมือนคนเรา  แต่พวกนี้บางประเภทสร้างที่อยู่เองไม่ได้  ต้องไปอิงแอบ สิงสู่ อาศัย ตามที่ต่างๆ เช่น  ต้นไม้  บ้านเรือน  ถ้ำ ฯลฯ ... แต่บางประเภทก็สามารถบันดาลที่อยู่ที่อาศัยขึ้นมาเองได้

ในบ้านของคุณ จขกท. ก็คงมีพวกนี้แอบอิงอาศัยอยู่ แต่คุณมองเขาไม่เห็นเอง ..

ต้นไม้ทุกๆต้น  มีพวกนี้อาศัยหมดทุกๆ ต้น ไม่มีว่างสักต้น แม้ต้นเล็กๆ ก็มี  จึงไม่ควรตัดต้นไม้  ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ  ..ถ้าตัดต้นไม้ก็คือไปทำลายที่อยู่ของพวกนี้

คนนี้ มีเมียเป็นผีหรือไงไม่ทราบ มันถึงได้รู้ละเอียดลออไปถึงขนาดนั้น...  อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นของคนนี้ ก็มีส่วนถูกเหมือนกัน

ความหมายของคำว่า “ผี” ในภาษาไทยดั้งเดิมนั้น  มีความหมายกว้างมาก  คือ รวมเอาเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงๆ เข้าไปด้วย  

ความหมายของผี ในปัจจุบันนั้น  ส่วนใหญ่จะหมายถึง ดวงวิญญาณของคนตายที่ยังไม่ไปเกิด แล้วก็ยังมาให้คนได้เห็นอยู่  คือ ไม่รวมเทวดา 

ในทางวิชาธรรมกาย ถ้าจัดประเภทแบบนี้ ก็คงจะง่ายขึ้น คือ บรรดากลุ่มพวกที่ไม่มีกายเนื้อ เราก็เรียกว่า “พวกกายละเอียด”  

พวกกายละเอียดที่เป็นผีนั้น เป็นคนละชั้นกับพวกกายละเอียดที่เป็นเทวดา  ทำนองนั้น

ถ้าจัดกันแบบนี้  ผีก็ไม่สามารถบันดาลที่อยู่เองได้  ต้องให้คนสร้างให้  ไม่อย่างนั้นก็ต้องเลียนแบบคนในยุคโบราณ 

กล่าวคือ คนโบราณก็ไปอยู่ตามถ้ำซึ่งมีอยู่แล้ว  ผีเขาเป็นกายละเอียดก็ไปอยู่ตามต้นไม้ ฯลฯ  แต่ต้นไม้ทุกต้นไม่ได้มีผีอยู่นะ   คุณผีเขาเลือกประเภทเหมือนกัน

ต้นตำแยรับรองไม่มีผีอยู่แน่นอน  เพราะ มันคัน.... เชื่อผม...

ความคิดเห็นที่ 5

ถ้ามีบุญมากพอ ก็จะมีวิมานของตัวเองเกิดขึ้น มีตั้งแต่ซ้อนอยู่ในบ้านคน ในต้นไม้ บนอากาศและบนสวรรค์

ถ้าบุญไม่มากก็ไม่มีที่อยู่ครับ พอไม่มีที่อยู่ ก็ลำบากเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นอาหารการกิน เพราะอาหารทิพย์จะเกิดในวิมาน

ผีเร่ร่อนจะต้องคอยดูดกินโอชารสในอาหารที่เขาทิ้งไว้ ซึ่งไม่เคยอิ่มครับ แต่หิวแค่ไหนก็ไม่ตาย

ความคิดเห็นนี้ มันก็ผิดๆ ถูกๆ คือ คำตอบมันถูก แต่ตรรกะมันผิด

อาหารทิพย์ที่เกิดในวิมาน ไม่ได้เป็นเพราะวิมาน  แต่เป็นเพราะบุญบารมีของเทวดา  และอาหารก็ไม่ได้อยู่ในวิมาน แต่เทวดาเขาจะกินเลย  วิมานไม่มีโต๊ะกินข้าว  ไม่มีตู้กับข้าว

สำหรับพวกผีทั้งหลาย ที่กินโอชารสในอาหารที่คนไปทำตามสามแพร่ง ฯลฯ นั้น  ไม่ใช่เขาจะไม่อิ่มเพราะอาหาร  แต่มันไม่อิ่มเพราะกรรมชั่วของเขา

แล้วผีมันก็ไม่ตายอยู่แล้ว  ผีบ้านมันหรือไงที่จะอดตายได้....


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989