บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวดา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวดา แสดงบทความทั้งหมด

ตับไตไส้พุงเทวดา


ผมไปอ่านพบกระทู้หนึ่งน่าสนใจ กระทู้ดังกล่าวนี้ จะแสดงให้เห็นถึงระบบคิดของคนไทยจำนวนหนึ่งได้เป็นอย่างชัดเจน

กระทู้นั้นชื่อ “เทวดา ไม่มีตับไตไส้พุง ไม่มีสมอง จริงหรือครับท่าน?”  เนื้อหาของกระทู้ทั้งหมดก็เป็นดังนี้

ที่จริงแล้ว เดิมที ผมไม่ได้คิดจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับ ผมสนใจจะถามเรื่องจิต ว่ารู้อย่างเดียว หรือว่าคิดได้เองด้วย มากกว่า

แต่คุยไปคุยมา กลับไปถึงเรื่องเทวดาเฉยเลย แต่ไม่ใช่ว่า จะไม่มีประโยชน์นะครับท่าน เอาเข้าจริง มันก็เป็นประเด็นปัญหาที่น่าสนใจเหมือนกัน

คือ ชาวพุทธทั่วไปมักเชื่อเรื่องเทวดา อ้างว่ามีอยู่จริง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นกับตาตนเองเลย  เมื่อถูกสอบถามถึงหลักฐาน ก็มักไปลงที่พระไตรปิฎก คืออ้างพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน

ที่แย่หน่อย บางท่านถึงกับเอาตำรามาขู่ ไล่ผม ให้ไปศึกษาตำราเล่มนั่นเล่มนี้ ติเตียนว่าโง่บ้างอะไรบ้าง ฯลฯ

ก็ว่ากันไปตามเรื่อง แต่ที่จริง ผมก็อ่านตำราอยู่นะครับท่าน ไม่ใช่ว่า จะพูดจาส่งเดชโดยไม่อ่านอะไรมาเลย

แต่เรื่องที่ผมสงสัยตอนนี้ก็คือ กรณีที่บางท่านอ้างว่า เทวดาไม่มีสมอง ไม่มีตับไตไส้พุง นี่แหละครับ

ประการแรกก็คือ เทวดามีกายทิพย์ มีแขนทิพย์ ขาทิพย์ หัวทิพย์ ฯลฯ สารพัด แต่ทำไม ในกะโหลกทิพย์ของเทวดา จึงจะไม่มี สมองทิพย์หละครับ ?

เรื่องที่สอง ผมทราบว่า เทวดาพวกกามาวจร กินอาหารทิพย์ ก็ต้องกินทางปากทิพย์ แล้วถ้าไม่มีไส้ทิพย์ ก้นทิพย์ อาการทิพย์มันจะไปยังไงหละครับท่าน?

ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่ท่านเหล่านั้นมักพูดเอาเอง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัส

น่าแปลกที่ท่านเหล่านี้ มักคิดเข้าข้างตนเองว่าคิดถูก รู้ถูก ในขณะที่ผู้อื่นผิดหรือโง่  หมายความว่า ถ้ามีหลักฐานว่า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นจริง ผมก็พร้อมจะรับฟังครับ

แต่ถ้าไม่มีหลักฐานยืนยัน ผมก็ขออนุญาตเข้าใจว่า พวกท่านพูดกันไปเอง คิดกันไปเอง นะครับ

และถ้าหาก ท่านมองฯ ไอดอลของผมจะไม่เชื่อเรื่องเทวดาแปลกๆ ของพวกท่านหละก็ ผมกลับไม่เห็นว่าแปลกนะครับ และพวกท่านก็ไม่ควรจะไปโกรธท่านมองฯ เลยด้วย

เพราะเอาเข้าจริง ความคิดความเชื่อแปลกๆ ของท่าน จะเป็นพุทธธรรมจริงหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้เลย

ในที่นี้ ขออนุญาต ฟังคำอธิบายจากท่านผู้รู้ ด้วยนะครับ ว่ามันมีข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่?

ขอบพระคุณครับ

คนตั้งกระทู้นี้ ผมจัดอยู่ในพวก “สมองหมา ปัญญาควาย” เช่นเดียวกัน  แต่ไอ้   “สมองหมา ปัญญาควาย” ตัวนี้ มันอ่านหนังสือด้วย

โดยปกติแล้ว คนอ่านหนังสือน่าจะฉลาด แต่ทำไมไอ้นี่ มันโง่แบบสมองหมา ปัญญาควายอยู่อีก

พวกโง่กลุ่มนี้ ต้องอธิบายโดยหลักการของปรัชญา ไม่งั้นจะไม่เข้าใจความโง่ของพวกมัน เพราะ นอกจากมันจะโง่แล้ว มันยังสับสนในตัวของมันเองอีกด้วย

ข้อความแรก

ชาวพุทธทั่วไปมักเชื่อเรื่องเทวดา อ้างว่ามีอยู่จริง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เห็นกับตาตนเองเลย 

1- แสดงว่าไอ้สมองหมา ปัญญาควายตัวนี้ งมงายในวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่  คือ สิ่งอะไรก็ตามถ้าสัมผัสไม่ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5  ไอ้นี่จะว่าไม่จริงหมด

ความเชื่อแบบนี้ ในยุคนี้มันล้าสมัยไปแล้ว  ในทางฟิสิกส์ใหม่นั้น สสารมืด (dark matter) เราก็ไม่สามารถสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 มองไม่เห็น มีประมาณ 95 % ของโลก มีอยู่จริง

แสดงว่า ไอ้สมองหมา ปัญญาควายตัวนี้ ความรู้มันยังน้อยอยู่ ไม่รู้เรื่องนี้

2- ความจริงเทวดานั้น เรามองเห็นได้ แสดงว่า ไอ้สมองหมา ปัญญาควายตัวนี้มันก็ไม่รู้เรื่องนี้ อีกเช่นเดียวกัน  หรือว่า มันรู้แต่มันก็ไม่ยอมเชื่อ

เอาเหตุผลง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ เลยก็คือ  ถ้าเทวดาไม่มี แล้วจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง มีภาพให้เห็นได้ยังไง

ไอ้พวกงมงายในวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่มันให้เหตุผลเรื่องนี้ไม่ได้ มันก็จะโจมตีว่า คนที่เชื่อเรื่องเทวดานี้งมงาย 

เหตุผลอย่างนั้น มันเชื่อถือไม่ได้ เพราะ ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจที่ต้องการหาความรู้กัน  มันเป็นเหตุผลที่ลำเอียงเพราะไม่เชื่อ

ในการเห็นเทวดานั้น มันต้องฝึกปฏิบัติธรรม  เมื่อฝึกได้ถึงขั้นแล้ว เราก็จะเห็นเทวดาได้

ดังนั้น จึงมีรูปเทวดา มีเรื่องของเทวดามาเล่าสู่กันฟังได้

ข้อความที่สอง

ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่ท่านเหล่านั้นมักพูดเอาเอง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพระพุทธเจ้าตรัส

นี่ก็เป็นหลักฐานถึงความเป็นสมองหมาปัญญาควายของคนตั้งกระทู้อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องเทวดานั้น ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกไม่รู้กี่แห่งต่อกี่แห่ง  มันอ่านพระไตรปิฎกครบแล้ว 100 เที่ยวหรือไงก็ไม่รู้  มันถึงกล้าเขียนมาอย่างนั้น

พวกสมองหมา ปัญญาควายเหล่านี้ อ่านหนังสือไม่มาก  ระดับความคิดน้อย มันเลือกเชื่อไปในแนวทางหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่งมงายในวิทยาศาสตร์

ข้อความที่สาม ประเด็นสำคัญของบทความ

ประการแรกก็คือ เทวดามีกายทิพย์ มีแขนทิพย์ ขาทิพย์ หัวทิพย์ ฯลฯ สารพัด แต่ทำไม ในกะโหลกทิพย์ของเทวดา จึงจะไม่มี สมองทิพย์หละครับ ?

เรื่องที่สอง ผมทราบว่า เทวดาพวกกามาวจร กินอาหารทิพย์ ก็ต้องกินทางปากทิพย์ แล้วถ้าไม่มีไส้ทิพย์ ก้นทิพย์ อาการทิพย์มันจะไปยังไงหละครับท่าน?

ไอ้สมองหมา ปัญญาควายตัวนี้มีเชื่อว่า “ความจริงมีหนึ่งเดียว และเหมือนกัน แบบวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน  ปัจจุบันนี้ เป็นยุคฟิสิกส์ใหม่แล้ว  ความเชื่อดังกล่าวตกไปแล้ว

ผมมีหลักฐานสนับสนุน 2 เรื่อง

1- แสงที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้  นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เมื่อเราจะศึกษาว่ามันเป็นคลื่น มันก็จะแสดงตัวเป็นคลื่นในเราศึกษา  เมื่อเราจะศึกษาว่ามันเป็นอนุภาค มันก็จะแสดงตัวเป็นอนุภาคให้เราศึกษา

นี่ก็แสดงว่า “ความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียว

2- เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น  ไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่คนละตำแหน่งกัน จะเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวต่างกัน

กลับมาเรื่องของเทวดา 

กายของเทวดานั้น เป็นกายละเอียด ภพที่เทวดาอยู่ก็เป็นภพละเอียด ดังนั้น เทวดาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีตับไตไส้พุง สมองเหมือนกับคน

อธิบายเฉพาะเรื่องสมอง

ในโลกมนุษย์นี้ มันเป็นโลกที่ต้องใช้ “ระบบเหตุผล”  ในระดับเทวดานั้น เขาไม่ต้องใช้เหตุผล เขาจะ “รู้” เท่านั้น เทวดาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีสมอง

คนที่มาเกิดในโลกนั้น ลืมเรื่องอดีตทั้งหมดที่เคยมีมา ต้องมาเกิดเป็นเด็กทารก แล้วโตขึ้นๆ  “ระบบเหตุผล” ของการคิดจึงมีความจำเป็น ไม่งั้นตายกันหมดแน่ๆ



-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989


เทวดามีเลือดเนื้อหรือไม่


คำถามนี้ เป็นคำถามที่พัวพันกันมา 2 กระทู้  คนถามมีวัตถุประสงค์เพื่อจะเอาไปเขียนนิยาย 


สาเหตุที่นักเขียนในอนาคตท่านนี้ ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เพราะท่านไปอ่านกระทู้ที่ชื่อว่า “สงสัยค่ะ เปรต เทวดามีกี่ขันธ์” แล้วจึงเกิดข้อสงสัยขึ้น เพราะ เดี๋ยวจะไปเขียนนิยายได้ไม่สมจริง

กระทู้ “สงสัยค่ะ เปรต เทวดามีกี่ขันธ์” กับ “อยากทราบว่าที่บอกว่าเทวดา ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่มีความละเอียดกว่ามนุษย์ แล้วเทวดามีเลือดเนื้อมั้ยคะ” นั้น  คนที่มาให้ความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็เหมือนเดิมของคนในห้องศาสนา พันธุ์ทิพย์ คือ

1- สมองหมา ปัญญาควาย อยากอวดโง่ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เท่าไหร่นัก
2- หน้าใหม่ อยากแสดงความคิดเห็น
3- แก้โรคจิตในตัวเอง

อ่านจนจบแล้ว ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ความรู้เป็นชิ้นเป็นอันกลับไป  บางคนมึนหนักเข้าไปอีก 

เรามาลองดูซิว่า บรรดาสมองหมา ปัญญาควายเหล่านั้น ให้ความคิดเห็นอะไรไว้บ้าง

ขอบอกก่อนว่า ความคิดเห็นที่ดีๆ มันก็มี แต่มันน้อยมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ คนตอบไม่มีความรู้จริง

ในกระทู้ “สงสัยค่ะ เปรต เทวดามีกี่ขันธ์”  มีคำถามดังนี้

เรียนถามท่านผู้รู้ค่ะ คือตอนนี้ดิฉันเริ่มสนใจการฝึกสติปัฏฐาน 4 ก็เลยสงสัยว่า เปรต เทวดา พรหม มีกี่ขันธ์กันแน่

เจริญวิปัสสนาสติปัฏฐาน 4 ได้หรือไม่ และสามารถบรรลุมรรค ผล นิพพานได้เหมือนมนุษย์หรือปล่าวคะ   

ดูยังไงคะว่ามีกี่ขันธ์ (ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องขันธ์ 5 เท่าไรเลย)

ที่สงสัยเพราะว่า ตอนดิฉันฝึกหัดนั่งวิปัสสนาสติปัฏฐาน4  มันปวดขาทรมานมาก ก็เลยคิดว่าถ้าเทวดามาเจริญสติปัฏฐาน 4 คงไม่ปวดขานะคะ เพราะว่า ไม่มีสังขารเหมือนมนุษย์

อย่างนี้เทวดาก็ไม่ต้องมีเวทนาเหมือนมนุษย์ แล้วอย่างนี้เทวดาจะปฏิบัติสติปัฏฐาน4 ได้หรือ

ผมอ่านข้อคำถามของกระทู้แล้ว บอกตรงๆ ดีใจพิลึก  เพราะ ผมมีข้อสันนิษฐานของผมว่า สาวกของพระพม่านี่ ส่วนใหญ่เป็นพวกสมองหมา ปัญญาควายทั้งสิ้น 

คำถามดังกล่าว ตอบข้อสันนิษฐานของผมได้เป็นอย่างดี   พวกสาวกของพระพม่านี่ หาคนฉลาดได้ยากจริงๆ

คนที่มาตั้งกระทู้นี้ ไม่เคยรู้เลยว่า “พวกสติปัฏฐาน 4” นั้น ห้ามเห็นอะไรทั้งหมด  ในเมื่อไม่ยอมเห็นอะไรกันแล้ว  จะเห็นเปรต เทวดา พรหม ฯลฯ ได้อย่างไร

ในเมื่อไม่เห็นแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่า พวกท่านเหล่านั้นมีขันธ์เท่าไหร่

ในกระทู้ “สงสัยค่ะ เปรต เทวดามีกี่ขันธ์”  มีผู้ใช้นามแฝงว่า “wichaphon_me” โชว์ฟอร์มตอบแบบยาวเหยียด แบบน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554  คือ ไม่มีผักบุ้งเลย  เนื้อหาอันยาวเหยียดนั้น สรุปได้ดังนี้

สัตว์  เมื่อจำแนกตามจำนวนขันธ์ที่มี จะมี 3 ประเภทคือ

1. พวกที่มี รูปขันธ์ อย่างเดียว ได้แก่ อสัญญีสัตว์ (อย่างเดียว)
2. พวกที่มี 4 ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์ ได้แก่ อากาสานัญจายตนพรหม วิญญาณัญจายตนพรหม อากิญจัญญายตนพรหม เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม
3. พวกที่มีครบทั้ง 5 ขันธ์ ได้แก่ สัตว์ต่าง ๆ ทั้งหมด นอกเหนือจาก ข้อ 1 และ 2 เปรต เทวดา มีทั้ง 5 ขันธ์ครับ

คุณ wichaphon_me ได้ยกพระสูตร และมีคำอธิบายต่อท้ายดังนี้

นางเทพธิดามี รูปขันธ์ เพราะปรากฏต่อท่านมหาโมคคัลลานะ ได้
นางระลึกถึงบุพกรรม (กรรมเก่า) ได้ แสดงว่า นางมีสัญญาขันธ์
นางเสวยสุขในทิพย์วิมาน แสดงว่า นางมี เวทนาขันธ์
เวทนามีได้ ต้อง มีวิญญาณก่อน แสดงว่า นางมี วิญญาณขันธ์ (ในปฏิจจสมุปบาทบางแบบ กล่าวไว้ว่า มีรูป กระทบตา จึงเกิดจักษุวิญญาณ การประจวบแห่งธรรมทั้ง 3 เรียกว่า ผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา)
ส่วน สังขารขันธ์ก็มี แต่ด้วยความสามารถที่มีอยู่อย่างจำกัด ผมไม่สามารถชี้ให้เห็นได้ครับ

คำตอบของ คุณ wichaphon_me  นั้น อ่านและจำมาตอบทั้งสิ้น ไม่ได้มีความรู้จริงอันใด  เหตุผลก็เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล  เป็นเหตุผลบ้าๆ บอๆ ทั้งสิ้น

ที่สำคัญก็ที่เน้นสีแดงไว้นั้น  ผมสงสัยว่า เมื่อรู้ตัวอยู่แล้ว  มันมาตอบเขาทำไม

ประการสำคัญก็คือ ไม่ได้ตอบคำถามของเจ้าของกระทู้เลยที่ว่า “แล้วเทวดามีเลือดเนื้อมั้ยคะ

มีความคิดเห็นที่น่าสนใจ คือ ความคิดเห็นของคุณพุทธจิต ท่านเขียนไว้ ดังนี้

สัตว์ที่มีขันธ์ 5 ขันธ์ ได้แก่

1. หมู่สัตว์ทุกประเภทที่เกิดในกามภพ ได้แก่ ภพอันเป็นที่เกิดและอาศัยอยู่ของหมู่สัตว์ผู้ยังมีใจยึดติดเพลิดเพลินอยู่กับกามคุณ  5  ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หมู่สัตว์ที่เกิดอยู่ในกามภพมีทั้งสุคติภูมิ ( คือโลกมนุษย์  1  และสวรรค์  6) และทุคติภูมิ (คือ อบายภูมิ  4 ได้แก่ นรก เปรต ยักษ์ สัตว์เดรัจฉาน)

2.  รูปพรหมที่อาศัยอยู่ในรูปภพทั้งหมด ยกเว้น รูปพรหมชั้นอสัญญีสัตว์ รูปภพคือภพอันเป็นที่เกิดและที่อาศัยของรูปพรหมทั้ง  4 ภูมิ ซึ่งแบ่งตามระดับจิตที่เข้าถึงฌาน  4 ระดับคือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน (แต่ละภูมิแบ่งเป็นภูมิย่อยภูมิละ  4 ชั้น รวมเป็นรูปพรหม  16 ชั้น)

สัตว์ที่มีขันธ์  1 ขันธ์ ได้แก่ รูปพรหมชั้นอสัญญีสัตว์ ที่มีแต่รูปขันธ์เพียงขันธ์เดียว อสัญญีสัตว์แปลตามศัพท์ว่า สัตว์ที่ไม่มีสัญญา โดยความหมายคือ มีแต่รูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์ (นามขันธ์ดับชั่วคราว แต่เมื่อหมดอายุขัยของการเป็นอสัญญีสัตว์แล้วไปเกิดในภพภูมิอื่น นามขันธ์ก็จะทำงานสืบเนื่องต่อไปในวัฏสงสาร) แต่ถึงกระนั้นก็จัดเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นพรหมประเภทที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า พรหมลูกฟัก ดำรงอยู่เหมือนฟักหรือน้ำเต้า ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น

อสัญญีสัตว์ คือ บุคคลที่ได้จตุตถฌาน แต่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในนามขันธ์ เพราะพิจารณาว่ารูปขันธ์แม้จะไม่เที่ยงแต่ก็สามารถดำรงอยู่ได้เป็นเวลานานกว่านามขันธ์ซึ่งดำรงอยู่ได้เพียงขณะจิตเดียวก็เปลี่ยนแปลงไป

ถือเป็นสิ่งไม่เที่ยงอย่างยิ่ง จึงกลับยินดีพอใจในรูปขันธ์ ด้วยเหตุที่กระทำไว้ในใจและยึดถืออยู่อย่างนี้ เมื่อตายหรือดับจิตลงในขณะที่จิตอยู่ในจตุตถฌาน จึงเกิดมาเป็นอสัญญีสัตว์

สัตว์ที่มีขันธ์  4 ขันธ์ ได้แก่อรูปพรหมที่อาศัยอยู่ในอรูปภพทั้งหมด เป็นพรหมที่ไม่มีรูปขันธ์ มีแต่นามขันธ์ 4 ขันธ์

อรูปพรหม คือบุคคลที่ได้อรูปฌาน แต่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในรูปขันธ์ เพราะพิจารณาว่ารูปขันธ์ คืออายตนภายนอก อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสื่อในการรับรู้ของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จึงรังเกียจรูปขันธ์ ด้วยเหตุที่กระทำไว้ในใจและยึดถืออยู่อย่างนี้ เมื่อตายหรือดับจิตลงในขณะจิตที่อยู่ในอรูปฌาน จึงไปเกิดในอรูปภพ

ปัญหาของคำตอบที่เอามาให้อ่านข้างบนก็คือ ทำไมสัตว์ในภพ 3 จึงมีขันธ์ 5 บ้าง ขันธ์ 4 บ้าง  บางจำพวกก็เหลือขันธ์เดียว

ขันธ์ที่เหลือไปไหนกันหมด ..............

คำอธิบายที่พยายามให้เหตุผลนั้น ก็มั่วมาทั้งสิ้น ที่กล่าวว่า มั่วมาทั้งสิ้นนั้น ก็เพราะว่า เป็นคำตอบที่ “มั่ว"

คำตอบในทางวิชาธรรมกาย มีดังนี้

1)  สัตว์ในภพ 3 มีขันธ์ 5 ทั้งสิ้นไม่มีข้อยกเว้น

2)  พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ก็มีขันธ์ 5 แต่เรียกเป็น “ธรรมขันธ์” แทน เพราะเป็นนิจจัง สุขัง อัตตาแล้ว ไม่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างสัตว์ในภพ 3

ธรรมขันธ์นั้น พัฒนาขึ้นมาจากขันธ์ 5  อรูปพรหมเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนา ก็ต้องมีขันธ์ 5 ด้วย 

3)  รูปขันธ์ของมนุษย์ (รวมถึงสัตว์ในโลกทั้งหมด) มีเลือดมีเนื้อ เพราะ การเกิดในโลกนี้  ส่วนรูปขันธ์ของเทวดา รูปพรหม อรูปพรหม รวมถึงสัตว์ในนรก เป็นของกายละเอียด

กายละเอียดที่ว่านั้น มีความละเอียดไม่เท่ากัน ที่ละเอียดน้อยกว่า ก็เรียกกายหยาบกว่า  แต่ก็ละเอียดกว่ากายมนุษย์ หรือกายของสัตว์ในโลก

4)  กายมนุษย์มี 18 กาย  กายมนุษย์หยาบเท่านั้น ที่มีเลือด มีเนื้อ กายละเอียดอื่นๆ ไม่มีเนื้อ ไม่มีเลือด

5) ในการปฏิบัติธรรมของวิชาธรรมกาย พบเห็นกายละเอียดต่างๆ อยู่เป็นประจำ จึงยืนยันได้ว่า กายต่างๆ ไม่ว่าอยู่ในภพใด  มีขันธ์ 5 ทั้งสิ้น..

โดยสรุป เทวดามีขันธุ์ 5 เหมือนกับมนุษย์ แตกต่างกันที่เทวดามีกายที่ละเอียดกว่า และประการสำคัญเลยก็คือ เทวดาไม่มีกายเนื้อ 

มนุษย์มีกายทั้งหมด 18 กาย  ส่วนเทวดามีกายทั้งหมด 17 กาย

เลือดเนื้อนั้น อยู่กับกายเนื้อ ในเมื่อเทวดาไม่มีกายเนื้อ ดังนั้น เทวดาจึงไม่มีเลือดเนื้อ

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989