บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

“น้องพอส” ตายแล้วไปไหน ทำไมถึงตาย....


“น้องพอส” ตายแล้วไปไหน ทำไมถึงตาย....

“น้องพอส” คือ นายกรสิทธิ์ ลาวพันธ์ อายุ 18 ปี เป็นอาสาสมัครดับเพลิง เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เพลิงไหม้ถังเก็บสารเคมีระเบิดภายในบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด 

บริษัท หมิงตี้เคมีคอล เป็นโรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก ในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 

เหตุเกิดเมื่อเวลา 03.09 น. ของวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา

ในขณะที่ทำการดับเพลิงอยู่ สารเคมีเกิดการรั่วไหลออกมาทำให้ไฟลุกโหมขึ้นอีกครั้ง ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. 

ทำให้อาสาสมัครดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 2 คน

“น้องพอส” อายุเพียง 18 ปี  ถือว่า อายุน้อยมาก แล้วมาตายด้วยไฟไหม้ ขณะที่ไปกระทำความดีคือ ไปช่วยดับไฟ 

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า..... ตายแล้วไปไหน ทำไมถึงตาย....

ผมและคณะจึงเดิน #วิชาธรรมกาย  คำศัพท์ "เดินวิชา" เป็นศัพท์เฉพาะของพวกเรา ก็ปฏิบัติธรรมนั่นแหละ  

เราต้องเดินวิชา ๑๘ กายอนุโลม-ปฏิโลมอย่างต่ำๆ 7 เที่ยว ยิ่งมากยิ่งดี  แล้วนำกายธรรมพระอรหัตละเอียดไปอยู่ที่ตีนเขาพระสุเมรุ

พอนึก..ก็ไปถึงเลย...  ตรงนี้ จึงมีการตีความไปว่า "จิตเดินทางเร็วกว่าแสง"  

ถ้าจะให้ผมฟันธงนะ...  เราเอาไปเปรียบเทียบอย่างนั้น มันพูดยาก มันไม่ควรที่จะไปเปรียบเทียบกัน

ในทางด้าน "จิต"  ไม่มีแผนที่ ไม่มีระยะทาง  พอนึก..ก็ถึงเลย ไม่ว่าจะใกล้-ไกลขนาดไหน  พูดให้เท่ห์ๆ แบบดัดจริตนิดหน่อยก็คือ "จิต" ไม่มี space and time...

เมื่อไปถึงเราก็เรียนคนตายมา..... 

คนที่ตายไปแล้วจะมาทุกคน  ถ้าไม่มา แสดงว่า "ไปเกิดแล้ว"  หรือ "ยังไม่ตาย" 

“น้องพอส” มาในกายสีดำๆ  ซึ่งก็เป็นปกติ เพราะ การตายด้วยอายุน้อยๆ อย่างนี้ แสดงให้เห็นชัดๆ ว่า "กรรมมาตัดรอน" 

เราก็ถามก่อนว่า... รู้ตัวว่าตายแล้วหรือยัง?  มีผู้ตายจำนวนมาก ภายใน 7 วันแรก จะไม่รู้ว่า "ตัวเองตายมาแล้ว" 

สำหรับ “น้องพอส” นี่ รู้ว่าตัวเองตายแล้ว

เมื่อถามถึงกรรมเก่า ที่ส่งให้มาตายแบบนี้   ก็ได้ผลมาดังนี้..

*-*-*-*-*

-- ฆ่าสัตว์จำนวนมาก จำนวนหนึ่งเป็นการเผาทั้งเป็นโดยความคึกคะนอง

-- เคยเป็นทหารหน่วยวางเพลิง แล้วก็ไปเผาทหารฝ่ายข้าศึก

*-*-*-*-*

ในการช่วยคนตายนั้น.. อันดับแรกเลยก็คือ.. ให้อนุโมทนาบุญกับพวกเรา  

ตอนที่เราไปสอนนั้น เราจะไปด้วยกายจักรพรรดิ, กายมนุษย์พิเศษ ไม่ใช่เอากายฝันไป  กายธรรม กายมนุษย์พิเศษนั้น กายสว่างใสมากๆ เห็นไปทั่วตีนเขาพระสุเมรุ

เมื่อบอกอนุโมทนาบุญ คนไทยส่วนใหญ่จะทำได้ ยิ่งเป็นชาวพุทธแล้ว ยิ่งง่าย 

พออนุโมทนาบุญแล้ว  ก็สอน #วิชาธรรมกาย ให้กับเขา   สอนเหมือนคนเป็นนี่แหละ แต่คนตายสอนง่ายกว่า 

สอนแล้ว กายของ “น้องพอส”  ก็ขาวขึ้น ใสขึ้น แต่ยังอยู่ชุดเดิม แสดงว่า "ยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์" ต้องไปสอนซ้ำอีก

คนตายแล้วเรียนวิชาธรรมกาย อย่างดีที่สุดก็คือ "สวรรค์ชั้น ๑"  เมื่อหมดบุญแล้ว ก็ต้องไปตามกรรม แล้วก็มาเกิดใหม่อีก 

ดังนั้น.............

ควรเรียนเสียตั้งแต่ก่อนตาย อย่าไปรอเรียนตอนตายแล้ว  ใครอยากจะเรียนก็ติดต่อมาได้เลย

เราสามารถสอนกันทางไลน์ได้ ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงวิชชาธรรมกายชั้นสูง

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

อยากเลิกบูชาไอ้ไข่ต้องทำอย่างไร?


"อยากเลิกบูชาไอ้ไข่ต้องทำอย่างไร?" เป็นหัวข้อกระทู้ถามในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เนื้อหาของกระทู้ก็เป็น ดังนี้ 

*-*--*-*-*

ตั้งแต่เอามาเรารู้สึกว่า ที่บ้านเรามีแต่เรื่องแย่ๆ ค้าขายไม่ได้กำไร คนในครอบครัวเจ็บป่วยบ่อยครั้ง โชคลาภไม่เคยมี ทั้งๆ ที่แต่ก่อนโชคลาภมีมาตลอด เรารู้สึกไม่สบายใจที่บูชาไอ้ไข่ค่ะ เลยอยากเลิกบูชา

ช่วยขอคำแนะนำหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ ????

*-*--*-*-*

ก่อนจะแนะนำวิธีปฏิบัติ ขอกล่าวถึง "ไอ้ไข่" สักนิดหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ

*-*--*-*-*

ไอ้ไข่วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ คือ รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตย์อยู่

*-*--*-*-*

รูปเคารพที่สร้างด้วยไม้นั้น จะมี "บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์" น้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปเคารพที่สร้างรัตนชาติ หรือโลหะ

รูปเคารพของคนธรรมดา จะมี "บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์" น้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปเคารพของพระภิกษุ หรือของพระพุทธเจ้า 

ไอ้ไข่วัดเจดีย์เป็นเพียงเด็กวัด "ตัวของรูปเคารพ" จึงแทบไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย  

ความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ อิทธเดช เป็น "เรื่องเล่า" ที่สร้างขึ้น เพื่อการขายไอ้ไข่เท่านั้น 

สิ่งที่น่ากลัว สำหรับไอ้ไข่ก็คือ 

*-*--*-*-*

มีมารอยู่ข้างใน

*-*--*-*-*

การที่นำเอา "มาร" ไปเข้าบ้าน ความฉิบหายวายป่วงจึงมาเยือน อย่างที่เจ้าของกระทู้เขียนมา

ถ้าถามว่า "ของไม่ดี จะดังได้อย่างไร???

คำตอบก็คือ "มันเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา"  วาทกรรมในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นเมื่้อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น สมัยจตุคามรามเทพ เป็นต้น

คนไทย "กำลังใจตกต่ำ" ก็หาที่พึ่งใหม่ๆ บ้าง  คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องการเงิน  มันก็เลยสมประโยชน์กัน 

อีกสักพักหนึ่ง ก็จะมีคนมาถามว่า "จะทิ้งไอ้ไข่อย่างไรดี"

คราวนี้ก็มาถึงคำตอบแล้ว...........

ก็เอาไอ้ไข่ใส่ถุงดำ มัดให้เรียบร้อย เอาไปทิ้งถังขยะ เดี๋ยวพนักงานเขาก็มาเอาไปทิ้งต่อให้เอง

รับรองไม่มีอะไรเกิดขึ้นในทางร้ายแน่นอน  ชีวิตจะมีแต่ดีขึ้น 

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

ภาพถ่ายหัวขาดของน้อง วิธีแก้เคล็ดยังไงครับ


ภาพถ่ายหัวขาดของน้อง วิธีแก้เคล็ดยังไงครับ

เป็นกระทู้ถามในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง เนื้อหาของกระทู้ สรุปได้ดังนี้

*******

เป็นเรื่องของ youtuber ที่ทำเรื่องเกี่ยวกับผี คณะทำงานในกลุ่ม ถ่ายภาพของคณะของตัวเองคนหนึ่ง "ไม่มีหัว"  นอกจากจะถ่ายภาพไม่มีหัวแล้ว สันนิษฐานว่า "มีคนไม่เห็นหัวของเขาด้วย" ตอนที่ไปซื้อของที่  7-11 เลยมาถามวิธีแก้เคล็ด

*******

ขอตอบแบบฟันธงเลย.... "มีโอกาสตายสูงมาก" 

เมื่อปลายปี 2562  "เอ๋ซ่า ล่าผีเฮี้ยน" นักล่าผีชื่อดัง ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก็เพราะไปทำรายการทำนองนี้ ที่จังหวัดอ่างทอง

ผีเจ้าที่ท่านแค้นมาก ตามมาหลอกหลอนจนกระทั่งรถเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต

เรื่องนี้ ผมและคณะสัมภาษณ์ทั้ง "ผู้ตาย" และ "ผีเจ้าที่" 

"ผู้ตาย" ทั้งที่ตายไปแล้ว ยังมีความหวาดกลัวอยู่

"ผีเจ้าที่" ตอนที่ไปขอสัมภาษณ์ยังโกรธแค้นอยู่เลย 

ถ้าถามว่า "ผีมีพลังพอที่จะฆ่าคนได้จริงหรือ?"

คำตอบก็คือ "จริง"  ผีก็เหมือนคนนั่นแหละ

เราจะเห็นข่าวว่า "มีคนไล่ยิงคน ไล่เอามีดแทงคน" จนคนตายไปเป็นสิบๆ ราย  

คนทำได้ ผีก็ทำได้อย่างเดียวกัน และก็เช่นเดียวกัน  

เขาทำไม่ได้กับทุกคน  ทำได้เฉพาะกับบางคนเท่านั้น 

พวกที่ถูกกระทำจนเสียชีวิต น่าจะถึงคราวเคราะห์ของพวกเขาด้วย 

ประเด็นในข่าวนั้น ถ้ามาถึงผมได้ ก็มีโอกาสรอดสูง เพราะ ผมเป็นผู้ "เชี่ยวชาญในการต่อรองกับกายละเอียด" เป็นอย่างมาก 

ขนาดโกรธแค้นจนตัวสั่น น้ำตาร่วงต้องการให้ตายสถานเดียว  ผมยังไกล่เกลี่ยให้ยกโทษให้กันได้

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

ในบ้านมีพระ แล้วผีเข้ามาได้อย่างไร?


ในบ้านมีพระ แล้วผีเข้ามาได้อย่างไร?

ชื่อของบทความนี้ ได้มาจากเป็นหัวข้อกระทู้ถามและเนื้อหาในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ดังนี้....

*-*-*-*-*

ขอถามแบบสงสัยในบ้านในห้องนอนมีพระเครื่อง มีพระบูชา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย เป็นพระเครื่องที่มีการอธิษฐานจิตเรียบร้อย มิใช่พระเครื่องแบบเป็นแค่ก้อนดินก้อนหิน 

คำถาม....

ทำไมในห้อง ยังมีดวงวิญญาณอื่นๆ ที่ไม่ใชดวงวิญญาณของญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว และมิใช่เจ้าที่เจ้าทางแต่เป็นดวงวิญญาณเร่ร่อน มาพักอาศัย ทั้งๆ ที่ในห้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมาย

*-*-*-*-*

คนตั้งกระทู้ถามนี้ ไปดูรายการทีวีช่องใดช่องหนึ่งมา แล้วสงสัย... จึงมาตั้งคำถาม ท่านได้ลงรูปประกอบมาด้วย (ดูภาพ)

ขอวิพากษ์วิจรณ์ไปด้วย ตอบคำถามไปด้วย ดังนี้...

[1]..คนตั้งกระทู้ถามนั้น แบ่งพระเครื่องออกเป็น 2 ชนิดคือ

    (1) พระเครื่องที่อธิษฐานจิตแล้ว

    (2) พระเครื่องที่เป็นแค่ก้อนดิน

ปัญหาก็คือ ผู้ตั้งกระทู้จะรู้ได้อย่างไรว่า "พระเครื่องที่อธิษฐานจิตแล้ว" นั้น กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ไม่ใช่เป็น "พระเครื่องที่เป็นแค่ก้อนดิน" เหมือนเดิม

พระเครื่องนั้น มีปัญหามากมาย ตั้งแต่ "พระปลอม" เป็นต้นมา..

พระเครื่องนั้น "ปลุกเศก" ด้วยใคร   ผู้ปลุกเศกมีฤทธิเดชเดชานุภาพวิทยาคมขนาดไหน, เป็นพระ, ฆราวาส หรือฤาษีชีไพร

จากประสบการณ์ของผม... 

ประเภทเครื่องรางของขลัง ร้อยละร้อย มีแต่มารอยู่ทั้งนั้น 

สำหรับพระเครื่องนั้น  ผมว่า ไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 ที่มีความศักดิ์สิทธิ์  กล่าวคือ มีจักรพรรดิอยู่ในพระเครื่อง

ที่เหลือก็เป็น "เรือนว่าง"  หรือ มีมารมาอยู่

อย่างไรก็ดี... เมื่อเร็วๆ นี้ ก็เพิ่งค้นพบความรู้ใหม่ว่า พระเครื่องบางองค์ บางชุด มีทั้งพระ ทั้งมารอยู่ในนั้น

[2].. ทำไมมีผี มีวิญญาณอยู่ในห้องที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

ความเชื่อที่ว่า "ผีหรือวิญญาณ" อยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้  เป็นความเชื่อที่ผิด......

ความเชื่อเหล่านี้ ได้มาจากหนังไทย ที่เห็นว่า "ผีเป็นตัวโกง" 

"ผีหรือวิญญาณ" ก็เหมือนคนนั่นแหละ ก็คนตายไปแล้ว จึงกลายเป็น "ผีหรือวิญญาณ"

"ผีหรือวิญญาณ" จึงไม่ได้กลัวพระ อย่างที่คนไทยที่งมงายไปกับหนัง เชื่อกันไป 

แล้วผีไทย ไม่ใช่ผีฝรั่ง ที่เจ้าของบ้านต้องเชิญ ถึงจะเข้าไปได้ 

ผีไทยมีเอกสิทธิ์ ที่เข้าไปได้ทุกที่ ที่ต้องการจะไป 

[3].. ส่วนใหญ่ "ผีหรือวิญญาณ" ที่เราพบ เราเจอนั้น  จะเป็น "ญาติ" ที่มาขอส่วนบุญ ดังนั้น อย่าไปรังเกียจผีนัก เพราะ ญาติเราทั้งนั้น 

ยกเว้น พวกที่เล่นไสยศาสตร์ หรืออยู่ในวงการในลักษณะนี้  

ก็จะพบจะเจอ "ผี" หลากหลาย เพราะ ชอบไปอย่างนั้น ก็ต้องเจออย่างนั้น

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989 

ผีดัน อยากมาเกิด...


ผีดัน อยากมาเกิด...

วันนี้ ตามกระแสข่าวของคุณนัท มีเรีย  คุณนัท มีเรียท่านก็อายุมากพอสมควร  ท่านก็อยากมีลูก โดยการการทำกิ๊ฟท์ ( Gamete Intrafallopain Transfer : GIFT ) 

แต่เพื่อความแน่นอน ท่านก็ไปปฏิบัติธรรมก่อน เพื่อสะสมบุญบารมี ซึ่งผมก็ยอมรับว่า.. เป็นแนวคิดที่ดีมากๆ 

คุณนัท มีเรีย ได้ไปออกรายการของคุณมดดำ พิธีกรชื่อดัง ผมไม่เคยดูรายการนี้ ก็เลยไม่รู้ว่า รายการของแกชื่ออะไร

ที่ว่า.. ผมไม่ได้ดูรายการของคุณมดดำนั้น ความจริง ผมก็ไม่ได้ดูโทรทัศน์มานานแล้ว  ผมเองไม่มีโทรทัศน์มานานแล้ว 

จะดูอะไร ก็ผ่านคอมฯ ทั้งหมด..

พาดหัวข่าวรองก็เป็นดังนี้

*-*-*-*

ไม่เคยเป็นมาก่อน นัท มีเรีย เล่าเจอเหตุการณ์ขนลุก ตอนไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่า ก่อนจะไปมีลูกโดยวิธีวิทยาศาสตร์ กลับเจอสิ่งลี้ลับเข้าตัว ชาวบ้านเชื่อเป็น "ผีพราย" อยากมาเกิด

*-*-*-*

เนื้อหาก็เป็นไปในทำนองว่า..

คุณนัท มีเรียจะไปทำ การทำกิ๊ฟท์ ( Gamete Intrafallopain Transfer : GIFT ) แต่ก็ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าก่อน เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

ปรากฎว่า คืนแรกเลย นอนไม่หลับ เพราะ ปวดตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงข้อศอก ตามข้อกระดูก และเส้นเอ็นขึ้นปูดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเหมือนกับมีอะไรบางอย่างดันเข้ามาในตัวเราทั้งคืน

คุณนัท มีเรียยืนยันว่า.. อาการนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นครั้งนี้แหละเป็นครั้งแรก

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนั้น....

จากตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมหลายวัน ตอนเช้าก็กลับบ้าน  พอออกจากสถานที่ปฏิบัติธรรมกลับหายเป็นปกติ

เมื่อไปทำ กิ๊ฟท์ (GIFT ) ก็ไม่ประสบความสำเร็จ..

ด้วยความเชื่อส่วนตัว คุณนัท มีเรียก็เห็นว่า... ผีที่ดันจะเข้าตัว คงอยากจะมาเกิด แต่ก็ไม่สำเร็จ

ชาวบ้านสายเผือก เชื่อว่า "ผีดัน" ดังกล่าว เป็น “ผีพราย” ที่อยากมาเกิดและอยากอยู่กับคุณนัท พอเข้าไม่ได้ก็พยายามดัน

ผมอ่านแล้ว... ผมก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์ "ผีดัน" อย่างนี้ ทำนองนี้มาก่อน

*-*-*-*

เจอแต่ผีเข้า ผีอำ ไม่เคยเจอผีดันมาก่อน 

*-*-*-*

ก็เลยแปลงร่างเป็นสายเผือกกับเขาบ้าง

ผมและคณะทำวิชาไปถามกายฝันเช่นเดิม เพราะ ง่ายดี .... 

ความจริงแล้ว ในทาง #วิชาธรรมกาย  เราสามารถใช้วิชาดูอดีตชาติได้ คือ ตามดูเฉพาะช่วงที่ "ผีดัน" ทำงาน เราก็จะรู้เหตุการณ์โดยละเอียด แต่ต้องใช้การทำวิชานาน  ไม่เหมาะสมกับการเดินสมาธิเป็นกลุ่ม

ผลของการสัมภาษณ์กายฝันคุณนัท มีเรีย ก็ได้มาดังนี้

=-=-=-=

--นัทมีเรีย มีผีมาวุ่นวาย...กายฝันว่า จะไม่มีลูก

--นัทมีเรีย ดวงธรรมหมองๆ ดำๆ กายฝันดำ เท่าที่ทราบ มีผีจริงๆ ชาตินี้ไม่มีลูก เท่าที่รู้เป็นกรรม ที่เกิดมาสวย เพราะทำบุญมาดี

=-=-=-=

 ตีความได้ดังนี้.....

[1].. กรณีปวดตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงข้อศอก ตามข้อกระดูก และเส้นเอ็นขึ้นปูด ซึ่งเหมือนกับมีอะไรบางอย่างดันเข้ามาในตัวเราทั้งคืนนั้น

คุณผีดันท่านทำขึ้นจริง  แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม ผีดันถึงทำอย่างนั้น 

[2].. สำหรับเรื่องลูกของตัวเองนั้น "ไม่น่าจะมี"  ถ้าจะมีได้ก็ต้องเป็นลูกบุญธรรม อยากจะสักกี่คน ก็ทำได้

[3].. คนที่เป็นดารานั้น ดวงธรรมเขาจะไม่ใส ส่วนใหญ่ก็ออกไปทางเทา ทางดำ กายฝันก็ออกไปทำนองนั้น 

อาชีพดารานั้น เป็นอาชีพที่ต้อง "พูดเพ้อเจ้อ พูดเหลวไหล" ตลอด ก็บทละคร บทหนังกำกับให้เป็นอย่างนั้น เป็นอาชีพที่ทำให้คนเพลิดเพลินไปกับกิเลสต่างๆ 

[4].. ความสวยของนัท มีเรียเกิดจาก "การทำบุญมาดี"

-------------------------

เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)

www.manaskomoltha.net

Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/

Line ID : manas4299

Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/

โทรศัพท์ : 083-4616989

ทำบุญให้ผี ผีได้รับหรือไม่

วัดบ้านแก อ่างทอง จัดโต๊ะจีนเลี้ยงผี

ผมไปอ่านพบกระทู้ที่เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั่วไป เห็นว่าน่าจะเอามาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เป็นที่ประเทืองปัญญากัน

กระทู้นั้นชื่อ “เวลาที่เราทำบุญให้บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว... เค้าจะได้รับหรือไม่”  เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

ขออนุญาตถามผู้รู้ค่ะ

เวลาที่เราสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา กรวดน้ำ ทำบุญ หรือ อธิษฐานให้ญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว  เค้าจะสามารถรับส่วนบุญนั้นได้หรือไม่

ถ้าไม่ได้ เราควรจะทำบุญแบบไหนเค้าถึงจะได้ และ ในกรณีที่เค้าไปเกิดใหม่แล้ว เค้าจะยังได้รับบุญที่เราทำไปให้ได้อยู่หรือไม่

ขอบพระคุณค่ะ

ขอสรุปเนื้อหาของถามก่อน ดังนี้

1- เมื่อคนทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญนั้นให้ผี ผีได้รับหรือไม่
2- บุญแบบไหน ที่ผีจะได้รับส่วนบุญ
3- กรณีที่ผีไปเกิดแล้ว ผีที่ไปเกิดจะได้รับส่วนบุญหรือไม่

กระทู้นี้ มีคนมาร่วมให้ความคิดเห็นกันน้อยมาก  เพียง 10 ความคิดเห็นเท่านั้น สงสัยมันน่าจะเป็นเรื่องที่ยาก

ความคิดเห็นแรกเลย เป็นดังนี้

ผู้ตายไม่ได้รับดอก ก็หากรับได้ ก็ต้องมีจิต มีวิญญาณ มีชีวิต สามารถรับของได้ กินอาหารได้ เมื่อกินได้ก็ต้องขี้ได้ ก็ไม่ต้องมี "ความตาย" กันแล้ว ในโลกมนุษย์ใบนี้

ขอเรียนว่า นี่คือความคิดความเห็นหนึ่งที่มีต่อคำถามของท่านเจ้าของกระทู้ หากท่านผู้ใดเห็นต่างโปรดสุภาพ

มีผู้รออ่านมากมาย พร้อมรับความเห็นต่างของทุกท่าน โดยไม่ถากถางว่าร้ายความเห็นต่างที่ไม่เหมือนตน

และไม่จำเป็นต้องยกนิทาน หรือคัมภีร์ฉบับใดมาอ้างด้วย...เพียงแต่ความรู้ ที่ท่านมีอยู่จริง ประกอบเหตุผล ก็เพียงพอรับฟังแล้ว

ความคิดเห็นแรกนี้ ท่านว่า ท่านเคยบวชเรียนมาด้วย  ความรู้ที่ท่านตอบมานั้น เป็นความรู้ที่ได้จากการบวชเรียน

ผมสงสัยจริงๆ ว่า “มันไปบวชที่วัดไหนมา”  และความคิดเห็นของคนๆ นี้ ก็กวนอวัยวะเบื้องต่ำเป็นอย่างมาก

สำนวนภาษาของคนๆ นี้ มีลักษณะไปทางเยาะเย้ยถากถางคนอื่น แต่มันก็เสือกห้ามคนอื่นว่าอย่าถากถางมัน  มันห้ามยกคัมภีร์มาอ้างอีกด้วย 

อ้าว.... แล้วมันจะมีหลักในการถกเถียงกันได้อย่างไร 

ประการสำคัญเลย  ตรรกะของคนๆ นี้มันวิบัติไปหมด  การที่บอกว่า “ถ้าอุทิศส่วนบุญให้กับคนตายได้  ในโลกนี้จะไม่มีการตาย”  มันบ้าไปแล้ว 

ไอ้นี่ เสือกมาให้ความคิดเห็นเป็นคนแรกเสียด้วย

ความคิดเห็นต่อไป มาจากประสบการณ์ตรงของเขาเอง มาลองอ่านกันดู

บังเอิญมีประสบการณ์ตรงครับ ขอบอกว่าญาติคนที่ตายไปแล้ว จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่เรากรวดน้ำไปให้ครับ ขอเล่าที่มาที่ไปนิดหนึ่งนะครับ

ตอนผมเป็นเด็กประมาณ ป.6 หรือ ป.7 นี่แหละครับ ผมอาศัยอยู่กับตาและยายในตัวเมือง ตาเป็นอาจารย์สอนพลศึกษาที่โรงเรียนมัธยมของผู้หญิง (สมัยนั้นแยกหญิงชายชัดเจน)

ตามีความสามารถพิเศษ คือ ไล่ผีที่ชอบเข้าสิงสู่ในร่างคน ซึ่งมีคนมาตามตาให้ไปช่วยไล่ผีให้อยู่บ่อยๆ ผมเองก็ต้องติดตามตาไปด้วยเช่นกัน

ส่วนใหญ่ตาจะดุและพูดเสียงดังพร้อมเสกคาถาอะไรก็ไม่รู้ เมื่อผีออกแล้วตาก็จะเอาด้ายสายสิญจน์คล้องคอให้ ซึ่งจะกันผีได้

แล้วมีอยู่คราวหนึ่งยายไม่ค่อยสบายนอนพักอยู่บนเตียงที่บ้าน แล้วครางฮือๆ แล้วพูดเสียงดังมาก พอตากับผมได้ยินก็เลยรีบเดินมาดูยาย เอาละซิ ผีเข้าเมียหมอผีซะแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตาคุยดีๆ กับผีที่เข้ายาย โดยตาถามว่า เป็นผีผู้ใดที่มาเข้าสิงสู่ที่ร่างของยาย ก็มีเสียงตอบพร้อมบอกชื่อออกมา ซึ่งผมตอนนั้นก็ได้ยินชัดเจนแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

แล้วตาถามว่ามาเข้ายายทำไม ยายยิ่งเป็นคนอ่อนแอขี้โรคอยู่เดี๋ยวยายจะแย่  ผีในร่างยายก็บอกว่า ไม่เคยทำบุญไปให้กูเลยกูไม่มีจะกิน ทนทุกข์ทรมานอยู่

ตาก็เลยบอกว่า เห็นตายไปนานแล้วนึกว่าไปเกิดแล้ว

สุดท้ายตาเลยถามว่าอยากกินอะไรบ้างพรุ่งนี้จะทำบุญไปให้ แล้วผีก็บอกมาเป็นอาหาร 2-3 อย่าง แล้วตาก็ขอให้ออกจากร่างยายโดยดี ยายก็หลับไปไม่รู้เรื่อง โดยไม่มีการเสกคาถาไล่หรือทำน้ำมนต์แต่อย่างไร

วันรุ่งขึ้น ก็เป็นผมคนเดียวนี่แหละที่ถือปิ่นโตพร้อมกระดาษที่เขียนรายชื่อญาติพี่น้องของตาและยายอีกเป็นหางว่าวเลย สงสัยตากลัวคนอื่นจะมาเข้าสิงยายอีกแน่เลย

หลังจากผมได้สอบถามตาแล้วถึงรู้ว่าผู้ที่มาเข้าสิงยายนั้นเป็นลุงของตนอีกทีหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมคิดว่า คนตายไปแล้วเมื่อเราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้จะต้องได้รับแน่ ไม่เช่นนั้นลุงของตาคงจะมาเข้าซ้ำแล้วถ้าไม่ได้รับ

เรื่องนี้ น่าจะถูกใจคนที่เชื่อ “ผีมีจริง” เป็นอย่างมาก เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของคนเขียน  คนไล่ผี คนถูกผีเข้า และผีที่มาเข้าก็เป็นญาติของตนเองทั้งหมด

ความคิดเห็นหนึ่ง มีคนเอาความรู้จากพระอภิธัมมัตถสังคหะมายืนยัน ดังนี้

เปรต ๔ จำพวก ในเปตวัตถุอรรถกถา แสดงเปรต ๔ จำพวก คือ

๑. ปรทัตตุปชีวิกเปรต เป็นเปรตที่เลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้โดย การเซ่นไหว้ เป็นต้น
๒. ขุปปีปาสิกเปรต เป็นเปรตที่อดอยาก หิวข้าว หิวน้ำ อยู่เป็นนิจ
๓. นิชฌามตัณหิกเปรต เป็นเปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
๔. กาลกัญจิกเปรต เป็นเปรตในจำพวกอสุรกาย หรือ เป็นชื่อของอสุราที่ เป็นเปรต

เปรตที่สามารถจะได้รับส่วนกุสลที่มีผู้อุทิศให้นั้น ได้แก่ ปรทัตตุปชีวิกเปรต จำพวกเดียวเท่านั้น เพราะเปรตจำพวกนี้โดยมากอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับมนุษย์

ถึงกระนั้นก็จะต้อง “รู้” ว่าเขาแผ่ส่วนกุสลให้ จึงจะสามารถรับได้ด้วยการอนุโมทนา ถ้า “ไม่รู้ไม่ได้อนุโมทนา” ก็ไม่ได้รับส่วนกุสลนั้นเหมือนกัน

เรื่องนี้ คนที่ชอบอ่านหนังสือพระ คงจะรู้กันโดยทั่วไป ในพระไตรปิฎกเองก็มีเรื่องที่เปรตมารับส่วนบุญอยู่หลายแห่ง  เช่น เปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสาร เปรตซึ่งเคยเป็นแม่ของพระสารีบุตร เป็นต้น

ก็น่าจะเป็นความรู้จากพระอภิธัมมัตถสังคหะนี่แหละ ที่คนจำนวนมากเชื่อว่า “ปรทัตตุปชีวิกเปรต” เท่านั้น ที่จะรับส่วนบุญได้  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

คนที่สนใจเรื่องผีกันจะรู้ว่า ผีญาตินั้น บางทีก็มาขอส่วนบุญเอาดื้อๆ จนคนที่เป็นญาติผีวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันมาแล้ว  บางทีก็มาเข้าฝัน  บางทีก็มาเข้าสิงคนอื่นบอกบอกให้ทำบุญไปให้

ดังนั้น ผีก็รับส่วนบุญได้ ไม่ใช่ “ปรทัตตุปชีวิกเปรต” พวกเดียว

นอกจากนั้นแล้ว  เรายังรู้มาอีกว่า เทวดาชั้นล่างๆ นั้น ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ก็สามารถรับส่วนบุญได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น  การที่กายละเอียดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผี เปรต เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม สัตว์นรก หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกัน ก็สามารถรับส่วนบุญได้  ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ “รู้” ว่ามีคนทำบุญให้หรือไม่ กับ “อนุโมทนาบุญ” ด้วยหรือไม่

สมมุติว่า มีคนทำบุญให้เปรตทั้งหมดทั้งปวง แต่เปรตตนหนึ่งเกลียดคนที่ทำบุญให้ เขาจึงไม่รับอนุโมทนา  อย่างนี้เข้าก็ไม่ได้รับบุญนั้น

อีกกรณีหนึ่ง  สมมุติว่า มีข้าราชการที่คดในข้อ งอในกระดูก ฉ้อราษฎร์บังหลวงมาโดยตลอด ไปทำบุญเพื่อเอาหน้า ผลบุญมันก็น้อยมาก 

เทวดาที่เป็นญาติกันรู้ว่า ข้าราชการท่านนี้ อุทิศส่วนบุญให้ ท่านก็ไม่อนุโมทนาด้วย เพราะ เป็นบุญที่หยาบกว่าที่ท่านได้รับอยู่

ที่ผมเขียนไปข้างต้นนั้น น่าจะตอบปัญหาทั้ง ข้อ 1 กับ ข้อ 3 ไปแล้ว เหลือข้อ 2

1- เมื่อคนทำบุญแล้ว อุทิศส่วนบุญนั้นให้ผี ผีได้รับหรือไม่
2- บุญแบบไหน ที่ผีจะได้รับส่วนบุญ
3- กรณีที่ผีไปเกิดแล้ว ผีที่ไปเกิดจะได้รับส่วนบุญหรือไม่

บุญนั้นมี 10 อย่าง ที่เรารู้กันโดยทั่วไปก็คือ ทาน ศีล ภาวนา  ไม่ว่าบุญอะไร พวกกายละเอียดเขาก็ยินดีรับทั้งสิ้น  แต่บุญที่ส่งผลให้ได้มากที่สุดก็คือ การเห็นดวงธรรม กับกายธรรมในวิชาธรรมกาย

วิชาธรรมกายนั้น สามารถเรียกผี เปรต สัตว์นรกมาเรียนได้  เมื่อเห็นดวงธรรมปุ๊บ เขาจะกลายเป็นเทวดาทันที 

จำนวนมากเลย ดีใจมาก ไปสวรรค์เลย ไม่ลาคนสอนเลยก็มี

ในกรณีของสายพุทโธกับสายยุบหนอพองหนอ ผมไม่เคยได้ยินว่า สามารถเรียกผี เปรต สัตว์นรกมาได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ถึงเรียกมาได้ ก็สอนพวกเขาไม่ได้ เพราะ พวกผี เปรต สัตว์นรกเข้าไม่หายใจแล้ว  จะไปพุท ลมเข้า โท ลมออก ไม่ได้

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989




ผีต่อไส้คนด้วยไส้ไก่


เรื่องผีเข้าคนนั้น  กลุ่มบุคคลที่งมงายในวิทยาศาสตร์จะปฏิเสธกันแบบหัวชนฝาว่า เป็นไปไม่ได้  คนกลุ่มนี้ ไม่เชื่อว่า “ผี” มีในโลก  เมื่อผีไม่มีในโลกแล้ว ผีจะไปสิงคนได้อย่างไร

เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรื่องผีสิงคน  คนจำพวกนี้ ก็จะตราหน้าว่า เป็นเรื่องของพวกที่งมงาย ขาดการศึกษา ฯลฯ ว่ากันไปต่างๆ นานา

กลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่ได้หันกลับมามองดูตัวเองเลยว่า พวกเขาเองก็งมงายเหมือนกัน แต่เป็นการงมงายในวิทยาศาสตร์   

พวกนี้คิดว่า วิทยาศาสตร์เป็นความจริงแต่เพียงอย่างเดียว

ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น วิทยาศาสตร์ไม่เคยศึกษาเรื่องผี  ไม่มีวิชา ผี 101 หรือวิชาผีเบื้องต้น  ในเมื่อวิทยาศาสตร์ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผีเลย  ก็ไม่ควรจะเอาวิทยาศาสตร์มาจับผิดเรื่องผี

ความเข้าใจผิดอีกอย่างของพวกงมงายในวิทยาศาสตร์ก็คือ คิดว่าวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงแล้ว  ก็เลยเอามาตรฐานของวิทยาศาสตร์ไปตัดสินเรื่องอื่นๆ ว่า จริงหรือไม่จริง

ประเด็นนี้ก็เช่นเดียวกัน ความรู้ของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ยังไม่เข้าใกล้ความจริงแท้เลยแม้แต่น้อย  การเอาวิทยาศาสตร์ไปตัดสินเรื่องอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ

จากประสบการณ์ของผม ผมยืนยันว่า เรื่องผีสิงคน ผีเข้าคนเป็นความจริง  ในทางวิชาธรรมกายก็สามารถอธิบายได้

การที่ผีสามารถเข้าคนได้ สามารถสิงคนได้ และผีก็มีมากมายหลายประเภท ตั้งแต่ผีกระจอกงอกง่อย จนกระทั่งผีที่มีฤทธิ์เดชต่างๆ  จึงทำให้มีคนจำพวกหนึ่ง สามารถเอาผีมาหากินได้ 

คนพวกนี้คือ พวกทรงเจ้าเข้าผี 

การทรงเจ้าเข้าผีนั้น ขอย้ำว่าเป็นเรื่องจริง สามารถทำได้ แต่เมื่อเป็นอาชีพอย่างหนึ่งแล้ว  ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ในบางครั้งบางคราว ผีหรือเจ้าไม่มาเข้าทรง หรือผีไม่มาตามนัด อาจจะด้วยเหตุว่า ไปรับงานอื่นไว้ หรือไม่รู้เรื่องตอนถูกเชิญให้เข้าทรง  

เจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลาย ก็ต้องแสดงการแหกตาลูกค้าว่า เจ้าเข้าทรงแล้ว  ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ลูกค้าก็คงจะขาดศรัทธา  แล้วใครจะมาเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้หมดทางทำมาหากินในภายหลัง

การทรงเจ้าเข้าผี จึงมีการหลอกลวงขึ้นได้  ไม่ใช่ว่า เป็นจริงไปทั้งหมด 

ด้วยสภาวะการทำมาหากินที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน  พวกทรงเจ้าเข้าผีทั้งหลายในยุคนี้ จึงเป็นเรื่องหลอกลวงประชาชนเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ขอยืนยันด้วยวิชาธรรมกายว่า “สิ่ง” ที่มาเข้าทรงนั้น หรือมาสิงในร่างกายของพวกทรงเจ้านั้น  ไม่ใช่ธรรมภาคขาว เป็นธรรมภาคมารหรือสาวกของมารทั้งสิ้น

นอกจากนั้นแล้ว เจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายที่หากินกับผี หรือเอาผีมาเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน และที่ยินยอมให้ใจ/จิต/วิญญาณของพวกผีมาเข้าสิงบ่อยๆ  เมื่อตายไป ไปอบายภูมิแน่นอน

เรื่อง “ผีต่อไส้คนด้วยไส้ไก่” นี้  เป็นเรื่องผีสิงคน เป็นเรื่องการไล่ผี ที่ผมมีประสบการณ์ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก 

ที่ว่าเป็นประสบการณ์ด้วยตัวเองนั้น ไม่ได้หมายถึงว่า ผีเข้ามาสิงผม แต่ผมเห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ   ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ประมาณชั้น ป. 5

ญาติของเพื่อนของผม จะแต่งงานที่แถวๆ บ้านท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท แม่ของเพื่อนก็เหมารถสองแถวไป  มีคนไปเยอะมาก ผมก็ขอติดรถเขาไปด้วย

ในตลาดบรมธาตุมีเจ้าพ่ออยู่คนหนึ่งชื่อ “เจ้าพ่อพะยอม” เจ้าพ่อพะยอมไม่ใช่เจ้าพ่อในทางนักเลงแบบกำนันเป๊าะ (ชลบุรี) หรือกำนันช้อย (เพชรบุรี) ฯลฯ แต่ท่านมีอาชีพในทางทรงเจ้าเข้าผี ทำนายทายทัก สะเดาะเคราะห์ แก้เสน่ห์ยาแฝด ฯลฯ ทำนองนั้น

ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียดของเจ้าพ่อพะยอมนัก เพราะเป็นเด็ก และไม่เคยใช้บริการของเจ้าพ่อพะยอมเลย มีแต่เจ้าพ่อพะยอมมาใช้บริการของผม

แม่ผมขายผักในตลาด ผมก็ช่วยแม่ค้าขาย เจ้าพ่อพะยอมมาซื้อของกับผมเป็นประจำ

ส่วนใหญ่ท่านก็ให้ลูกหลานมาเป็นคนซื้อ  อย่างไรก็ดี  สามารถนับได้ว่าทางครอบครัวของเจ้าพ่อพะยอมก็สนิทสนมกับพวกผมเป็นอย่างดี

ที่เรียกว่า “เจ้าพ่อพะยอม” นั้น  ท่านเป็นผู้หญิง แต่แต่งตัวเป็นผู้ชาย ท่านว่า ท่านเป็นศิษย์ของศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี

งานนี้ เจ้าพ่อพะยอมซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในหมู่บ้านผม ก็ได้รับเชิญไปด้วย

ทางเราเป็นญาติเจ้าบ่าว ก็ไปพักที่บ้านเจ้าบ่าว  สำหรับบ้านเจ้าสาวนั้นก็อยู่ไม่ห่างกัน  เมื่อไปถึงก็มีการต้อนรับขับสู้กันอย่างดี  ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ

ต่อมา เหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น  คือ แม่ของเจ้าบ่าวซึ่งเมื่อสักครู่ยังต้อนรับขับสู้อย่างดี ลุกขึ้นมาด่า และขับไล่เจ้าพ่อพะยอมอย่างสาดเสียเทเสีย

ทำนองว่า ไม่ยินดีต้อนรับ และขับไล่ให้เจ้าพ่อพะยอมออกไปจากบ้าน

ผมนั่งอยู่แถวนั้น ยังงงๆ อยู่ว่า  แม่เจ้าบ่าวลุกขึ้นมาด่าเจ้าพ่อพะยอมทำไม เมื่อกี้ก็ยังคุยกันดีๆ

เจ้าพ่อพะยอมหันไปพูดกับคนที่มาช่วยงาน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นไทยมุงกันไปหมดแล้วว่า “ผีเข้ามัน” แล้วแกก็เดินไปจับผมของแม่เจ้าบ่าว แล้วเอายางวงสำหรับมัดของมัดไว้ พร้อมกับท่องคาถาไปด้วย

เท่านั้นเอง แม่เจ้าบ่าวแกก็บ่นว่า “มึงมามัดกูทำไหม กูไปไหนไม่ได้”  แล้วแกก็นั่งคลำทางไปๆ มาๆ อยู่แถวนั้น พร้อมกับบ่นไปด้วย

ต่อมา เจ้าพ่อพะยอมก็สั่งให้ไปเตรียมของสำหรับไล่ผี  มีอะไรมั่งก็จำไม่ค่อยได้แล้ว  เท่าที่จำได้ก็มีถังน้ำ  น้ำ  แล้วก็ต้นข่าหรือไงนี่แหละ

ต่อไป ก็คือ พิธีกรรมไล่ผี  เจ้าพ่อพะยอมก็เอาต้นข่าตีคนผีเข้าไปด้วยสัมภาษณ์ไปด้วย  การตีนั้น ไม่ได้ตีแรงเหมือนกับเรื่องเล่าอื่นๆ  แต่ผีในร่างคนก็ร้องจะเป็นจะตายไปเหมือนกัน

ผลของการสัมภาษณ์ก็คือ  ผีที่มาเข้าก็เป็นแม่ของคนถูกเข้า เป็นยายของเจ้าบ่าวนั่นแหละ เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีใครทำบุญให้ จึงเข้ามาสิงในร่างของลูกสาว

เมื่อผ่านการสัมภาษณ์ แถมการตีด้วยต้นข่าไปแล้ว  ก็มีการตกลงปรองดองกับผีกัน

เนื่องจากเป็นเรื่องภายในวงศาคณาญาติกันเอง  ทางบรรดาลูกหลานก็ตกลงจะสร้างศาลให้ผีอยู่ และจะเอาข้าวปลาอาหารไปให้ทุกวัน 

ก่อนที่ผีจะออกไปนั้น ผีผู้เป็นแม่ ก็คงจะห่วงลูกเหมือนกัน แกบอกเจ้าพ่อพะยอมว่า กินไส้ของลูกไปบ้างแล้ว ต้องต่อไส้ก่อน  ไม่งั้นตอนแกออกไป ลูกจะตายไปด้วย

เจ้าพ่อพะยอมก็สั่งให้ไปหาไก่รุ่นกระทงมา 1 ตัว  บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็รีบลงจากบ้าน ไปจับไก่วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง ก็อุ้มไก่ชะตาขาดมาให้ 1 ตัว

ผีก็จับไก่ แล้วเอาปากดูดที่ตูดไก่  เป็นการต่อไส้ที่แปลกประหลาดดีเหมือนกัน แต่ก็อย่างว่า เรื่องผีเข้าคนมันก็แปลกประหลาดอยู่แล้ว 

ปรากฏว่า การต่อไส้ครั้งที่หนึ่งไม่สำเร็จ  ผีบอกว่า “มีเงินอยู่ในกระเป๋า ต้องเอาออกไปก่อน” 

ปรากฏว่า เงินดังกล่าวเป็นแบงก์ ไม่รู้ว่ารูปครุฑ หรือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระอยู่หัวขัดกับหลักการต่อไส้ของผี

เมื่อเอาเงินออกไปแล้ว  ผีก็เอาปากดูดที่ตูดไก่อีกครั้งหนึ่ง สุดท้ายเลย ก็กัดจนขาด แล้วก็ขว้างไก่ไปที่นอกชาน ผมยืนอยู่ตรงนั้นพอดี

ไก่ชะตาขาดนั้น ไส้ทะลักออกมา ดิ้นพราดๆ ไปสักพักก็ขาดใจตาย  ส่วนตูดไก่ และไส้ไก่จำนวนหนึ่ง ก็อยู่ที่ปากของคนผีเข้า

เมื่อพิธีต่อไส้เสร็จแล้ว ก็จะทำพิธีรดน้ำมนต์เพื่อให้ผีออก  ตอนนั้น ผมยืนขวางประตูอยู่พอดี เจ้าพ่อพะยอมบอกผมว่า “ไอ้หนูถอยออกจากประตู เดี๋ยวผีจะออกไป ถ้าไม่ถอยผีจะไปเข้าหนูแทน”

ผมก็ใส่เกียร์ถอยเต็มที่.. พร้อมกับนึกในใจว่า “ผีมันก็ต้องออกทางประตูเหมือนคน”  ทำไมไม่เหาะไปเลย หรือออกไปทางไหนก็ได้

เมื่อไล่ผีออกไปแล้ว  แม่ของเจ้าบ่าวก็รู้สึกตัวขึ้นมา  ถามอย่างงงๆ ว่า “เกิดอะไรขึ้น”

โดยสรุป เรื่องนี้ ผมมีประสบการณ์ตรง เจ้าพ่อพะยอมกับผมก็ไปบ้านนั้น เป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้า

แล้วการที่คนเราจะไปกัดตูดไก่ จนไส้ไหลอยู่กับปากนั้น จ้างกันทำ  ผมว่าไม่มีใครรับทำ และในงานนั้น  คนถูกผีเข้าเป็นแม่ของเจ้าบ่าว คงไม่ทำเรื่องงี่เง่าแน่ๆ

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989




หลวงพ่อคูณเข้าทรงเสียแล้ว



วิดิโอผมเอามาจาก youtube ส่วนข้อมูลเนื้อหานั้น มาจากเฟสบุ้ก ร่างทรง หลวงพ่อคูณก็มีด้วยเว้ยเฮ้ย https://www.facebook.com/540672942684449/videos/907977182620688/ 

มีคำอธิบายประกอบ ดังนี้

อ้างเป็นร่างทรง หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่  ไปกันใหญ่แล้วอีป้าเข้าโรงบาลเหอะ

เรามาวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นของคนในเฟสกันก่อน

Yam Kub
นรกรอมึงอยุ่อีห่า เล่นของสูง ถามจิงหลวงพ่อจะเข้าร่างผู้หญิงได้ไง เหอๆ 

ชายอิสระ แก้วกระจ่าง
ก้อเชื่อกันอยุ่ได้เนอะ หลวงพ่อคูณท่านเป็นพระจะมาทรงร่างผู้หญิงได้งัยปัญญาอ่อนกันอยุ่ได้

สมองน่ะคิดดิ งมงายชิบ ลองเอางูโยนใส่แม่งดิ มันจะทำอย่างไรนึกภาพเอาเองแล้วกัน แดกแต่หญ้ากันล้วนๆไม่มีไรปนเลยนะ

Kampol Pamonkol
แค่ความคิดมันก็บัดสีบัดเถลิง พระที่ใหนจะมาเข้าร่างทรงผู้หญิง ควายเอ้ยขนาดท่านมรณะภาพไปแล้วพวกมึงก็ยังจะยัดเยียดอาบัติปราชิกให้ท่าน นรกมันจะกินหัวเอา

Sam Sellsax
พ่อง...มึง มากกว่า ไม่ใช่พ่อคูณหรอก หลวงพ่อคูณเป็นพระ มาเข้าร่างผู้หญิง มึงคิดได้ไงวะ เข้าโรงบาลคงไม่คู่ควรหรอก น่าจะเข้าห้องกรงมากกว่า 555555

ผมงงๆ กับความคิดของคนพวกนี้  พระที่ตายไปแล้ว มาเข้าทรงผู้หญิงไม่ได้หรือไง

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องโกหก แหกตาประชาชนแน่ๆ  วัตถุประสงค์ก็คือ หลอกแดกเพื่อเราเงินประชาชนนั่นแหละ

แต่ผีพระหรือพระผี เข้าทรงผู้หญิงไม่ได้นี่ ไปเอาหลักการมาจากไหน...

พระที่ตายไปแล้ว ต้องไม่เป็นพระแล้ว  ดังนั้น  ถ้าจะไปเข้าทรงใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย กระเทย เกย์ ตุ๊ดก็น่าจะทำได้

Breet Thawatchai
บ้าหรอหลวงพ่อท่านไปพระนิพานแล้ว...มีแต่คนชั่วเท่านั้นที่กล้าอ้าง.ว่าเป็นท่าน..คเพื้อหากินทางนี้..พวกนี้ไม่กลัวนรกเลย...คนเชื่อก็โง่จริงๆคนกราบก็ควายจริงๆ

Phattharasin Bamrungsin
หลวงพ่อท่านไปแดนนิพพานแล้ว มึงเป็นผีห่าซาตารที่ไหนอีร่างทรง

ชโรสิตา สังกลับ
หลวงพ่อคูณท่านเป็นพระ ท่านไปสู่นิพพานแล้ว ท่านหลุดพ้นแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมาทรงร่างผู้หญิงคนนี้ ถ้าจะมีก็มีแต่วิญญานเบื้องล่างแอบอ้างแสดงอาการกริยาเหมือนหลวงพ่อคุณตอนมีชีวิต หรือไม่ป้าคนนี้ก็จิตปรุงแต่งอวดอ้างตัวเอง หรือเรียกง่ายๆว่า บ้า

ต้น เด็กนครพิณ
มันมาเป็นแก๊ง.. หลวงพ่อคูณท่านเข้าสู่นิพานไปแล้ว จะลงมาร่างทรงทำไมไม่ทราบ กายหยาบแถบเป็นผู้หญิงด้วย พวกมึงนี้ปาบหนักจริงๆหมดทางทำมาหาแดกแล้วรึไง

กลุ่มนี้เชื่อว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว  ซึ่งเข้าใจผิดมหาศาลเลย  หลวงพ่อคูณตอนนี้อยู่สวรรค์ชั้น 3  ห่างไกลจากนิพพานมาก

หลวงพ่อคูณท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ไม่ใช่พระปฏิบัติธรรม  การที่ได้ขึ้นสวรรค์นั้นก็เป็นบุญจากการที่ท่านไม่สะสม  ทานบารมีของท่านสูงมาก

Kate' Ja
กรุเจอนะจะกระโดดถีบให้หน้าหงายเลยอีสัส

Sathawut Supasorn
น่าจะมีคนใจถึงๆถีบเเม้งเลย

Poom Wtp
มาทำแบบนี้้แถวบ้านผม ผมจะถีบให้ออกเลย

บุรุษ ผู้รัก ครอบครัว
โหอีเหี้ยถ้ากูอยู่ไกล้ๆๆ นะกูจะโดดถีบยอดหน้าให้อีสัตว์พาขึ้น

พวกนี้ ฮาร์ดคอร์ทางคีย์บอร์ดเท่านั้น  ลองไปถีบคนทรงเข้าจริงๆ อาจจะตายอย่างศพไม่สวยก็ได้ เพราะ ลูกศิษย์คนทรงจะรุมกระทืบเอา

ศุภชัย ชิวิตจริงไม่ใช่ละคร
หลวงพ่อไม่เคยนั่งท่านี้ไปฝึกมาใหม่นะครับและก็ไม่เคยสอนให้เชื่อพวกแบบนี้ผมคนโคราชโดยแท้ยืนยัน

Note Shinsaki
ท่านนั่งยองๆ ครับผม อย่าเอาท่านมาทำแบบนี้เลย ท่านทำแต่ความดีไว้ คนนับถือศรัทธาในตัวท่าน แบบนี้ไม่ดีหรอกครับ

Uni Con
จะบอกว่าหลวงพ่อคูณท่าน ไม่นั่งแบบคุณป้าเลยท่านนั่งยองๆๆ ท่านั่งป้าก็ผิดแล้ว ดูแล้วทุเรศอะ แล้วท่านกินหมากก็ไม่ถี่ขนานนั้น

วุฒิพงษ์ สุวรรณวงษ์
ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยนะคับ ก่อนที่จะเข้าทรงนะคับ ไปหัดดู ท่าทาง หรือหัดลอกเรียนแบบให้เหมือนกว่านี้นะคับ

Aum Saraburi Za
แค่ท่าทาง ก้อไม่ผ่านและ ไปหัดมาใหม่นะ

พวกนี้ คิดว่า “ถ้าใครมาเข้าทรงจะต้องมีท่าทางที่เหมือนคนนั้น”  ซึ่งเป็นความจริงนะครับ  ขออธิบายด้วยวิชาธรรมกาย ดังนี้

หลักการของการเข้าทรง การสื่อสารกับพวกกายละเอียดใช้หลักการเดียวกัน คือ เราต้องเอาใจของเราเข้าตามฐานของคน หรือกายละเอียดที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย

เข้าไปตามฐาน 1-2-3 และ 7  เราก็จะเห็นดวงธรรมของเขา  เมื่อเห็นแล้ว ก็เอาดวงธรรมของเรากับของเขาซ้อนกัน

ตรงนี้มีปัญหาคือ ดวงธรรมของแต่ละคนไม่เท่ากัน  เราก็ต้องทำให้เท่ากันด้วย  คือ ทำให้เป็นเหมือนดวงเดียวกันเลย 

ซ้อนกันสนิท  จุดเล็กใสเป็นจุดเดียวกัน  ถ้าต้องการสื่อสารกัน ก็จะพูด จะคุยก็ทำได้เลย 

ในกรณีของผีสิงคน  เมื่อดวงธรรมซ้อนกันสนิทแล้ว  คำพูด อากัปกิริยาจะเหมือนกันเลย  ผีที่มาสิงจะสั่งให้กายเนื้อของคนทำอะไรก็ได้

ในกรณีวิดิโอตามข่าวนี้  หลอกลวงนะครับ เพราะ หลวงพ่อคูณตอนนี้เป็นเทวดาอยู่ที่สวรรค์ชั้น 3  เทวดาไม่ว่าชั้นไหน โดยหลักการแล้ว ไม่ลงมาสิงใครในโลกมนุษย์

เรื่องนี้แปลกที่ว่า ทำไมตำรวจไม่ไปจับ เพราะ คดีแบบนี้หลอกลวงอย่างเดียว  ผู้พิพากษาตัดสินว่าผิดแน่นอน เพราะ ในทางวิทยาศาสตร์ ศาลไม่เชื่อว่า จะมีวิญญาณมาสิงคนได้

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989




ผีมีจริงหรือไม่


คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?” นี้  มีคำตอบมากมาย  ขึ้นอยู่กับว่า ถามเมื่อไหร่ ถามที่ไหน และถามใคร..

ถ้าเราเอาคำถามนี้ ไปถามคนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ขึ้นไป จนถึงกรุงสุโขทัย  คนที่ถูกถามคงมองเราแปลกๆ แล้วก็คงนึกในใจว่า “ถามทำไม” 

คนในยุคดังกล่าวนั้น เชื่อเรื่องผีกันเป็นปกติว่า ผีมีอยู่ มีจริง  บางคนก็เห็นผีได้ บางคนก็ถูกผีหลอก แต่ละคนไม่สงสัยในความมีอยู่ของผี

ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนักปรัชญาก็คือ คนโบราณเชื่อว่า ผีมีจริง เช่นเดียวกับที่เชื่อพรุ่งนี้พระอาทิตย์ก็จะขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนเดิม

ตรงนี้ ต้องขอขยายความสักนิด..

ในการเรียนปรัชญานั้น จะฝึกให้ผู้เรียนคิด โดยใช้หลักการทางตรรกวิทยา ญาณวิทยา ฯลฯ  การที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกนั้น ไม่ใช่ความจริงเสมอไป

พระอาทิตย์มีโอกาสที่จะไปขึ้นทางทิศอื่นบ้างก็ได้  แต่ตามปกติมันก็ขึ้นทางทิศตะวันออกนั่นแหละ คนทั้งโลกถึงเชื่อกันอย่างนั้น

จะเห็นว่า คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?” ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ขึ้นไป  คงไม่มีใครถามกัน เพราะ ทุกคนเชื่อเป็นปกติธรรมดา

ถ้าเอาคำถามดังกล่าวมาถามในยุคปัจจุบัน ซึ่งโดยสภาพของความเป็นจริง ก็มีการถามกันโดยทั่วไป และก่อให้เกิดข้อโต้แย้งถกเถียงกันวุ่นวาย

น่าสงสัยว่า คำตอบจะเป็นยังไง  คำตอบจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าถามที่ไหน และถามใคร..

คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?”  ถ้าไปถามประชาชนตามชนบท ที่เรียนในโรงเรียนของระบบการศึกษาปัจจุบันไม่มากนัก  ส่วนใหญ่พอจบการศึกษาภาคบังคับก็เลิกเรียนแล้ว

มีจำนวนเยอะมากเลย ที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งเมื่อก่อนก็คือ ป. 4 ก็ออกมาทำมาหากินแล้ว

คำตอบที่ได้รับก็คือ พวกเขาเชื่อว่าผีมีจริง  แต่คงจะไม่สงสัยว่า “มาถามทำไม”  เพราะคนในยุคนี้  ต่างก็รู้แล้วว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่งสงสัยในความมีตัวตนของผีกันแล้ว ว่ามันมีจริงหรือเปล่า

คำถามที่ว่า “ผีมีจริงหรือไม่?”  ถ้าไปถามคนในเมืองที่ได้รับการศึกษากัน คำตอบก็จะออกเป็น 2 แนวคือ

1- มีจริง
2- ไม่มี

กลุ่มที่ตอบว่า “มีจริง” นั้น ถึงแม้จะได้รับการศึกษาที่มากพอสมควร แต่ก็ยังคงเชื่อคำสอนของศาสนาพุทธอยู่  เชื่อว่า นรก สวรรค์ มีจริง

ใครทำกรรมชั่วก็ต้องตกนรก ใครทำความดีก็ต้องขึ้นสวรรค์  จึงเชื่อตามไปถึงเรื่องผีด้วยว่า “ผีต้องมีจริง”

ผมซึ่งจบปรัชญาดุษฎีบันฑิต (สหวิทยาการ) ก็อยู่ในกลุ่มนี้

กลุ่มที่ตอบว่า “ไม่มี”  นั้น  เชื่อไปตามหลักสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่ว่า “สิ่งที่มีอยู่จริง ต้องสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย” 

อะไรก็ตาม ไม่เฉพาะเรื่องผี ถ้าสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ได้แล้ว  “สิ่งนั้นไม่มี”

ในยุคนี้  คนที่อยู่แวดวงเรื่องผีๆ จึงจะได้ยินประโยคที่ว่านี้อยู่เสมอ คือ “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์”

ประโยคอมตะวาจาที่ว่านี้ กล่าวคือ “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์” จะถูกเอามาเป็นหลักฐานสนับสนุนของฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์เสมอ

เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายที่เชื่อวิทยาศาสตร์ไปลากเอาประโยคนี้ออกมา  ฝ่ายที่เชื่อว่า “ผีมีจริง” ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน เพราะ ไม่รู้จะไปเถียงอย่างไร

เพราะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ได้สร้างความเจริญทางวัตถุให้กับโลกอย่างมากมายมหาศาล ทุกวันนี้ก็อยู่ในภาพแวดล้อมของความเจริญทางวิทยาศาสตร์นี่แหละ..

การที่วิทยาศาสตร์มันทำอะไรได้มาก ทำอะไรได้เยอะ ทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์  ทำให้นักวิทยาศาสตร์เองก็หลงเชื่อไปว่า “วิทยาศาสตร์คือความจริงสูงสุด”

เมื่อหลงผิดคิดไปว่า “วิทยาศาสตร์คือความจริงสูงสุด” ก็เลยเอามาตรฐานในทางวิทยาศาสตร์ไปเป็นตัวชี้วัดว่า “อะไรจริง อะไรไม่จริง”

สิ่งไหนวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับ หรือเข้าไม่ได้กับวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้นไม่จริงทั้งหมด 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ  พวกที่เชื่อวิทยาศาสตร์ไปตีตราชี้หน้าฝ่ายตรงข้ามว่า “งมงาย”, “ล้าสมัย”, “ตกยุค” ต่างๆ นานา แล้วแต่จะว่ากันไป

อย่างไรก็ดี  อย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้นว่า ในฐานะที่ผมเรียนจบปรัชญาดุษฏีบัณฑิต (สหวิทยาการ)  ได้เรียนปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะปรัชญาวิทยาศาสตร์ 

ความรู้ในยุคนี้พิสูจน์มาแล้วว่า“วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ความจริงสูงสุด”  วิทยาศาสตร์ยังไม่ใกล้เคียงความจริงสูงสุดหรือแม้แต่น้อย

ยิ่งวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตัน ที่คนไทยรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งห่างไกลความจริงสูงสุด และไม่มีทางค้นพบได้ด้วย

วิทยาศาสตร์นั้น ท่านผู้รู้เขาแบ่งออกเป็น 2 ยุค  พูดให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุดก็คือ ยุคของวิทยาศาสตร์แบบนิวตัน กับยุคของวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์

วิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันบอกว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง  ซึ่งก็เป็นความจริง นิวตันไม่ได้โกหก 

แต่วิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์พบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรงเฉพาะในโลกของเรา  แต่ในจักรวาลแสงจะเดินทางเป็นเส้นโค้ง

เฉพาะประเด็นเรื่องแสงนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า วิทยาศาสตร์แบบนิวตัน กับวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์ถูกทั้งคู่  แต่ความจริงของวิทยาศาสตร์แบบนิวตันแคบกว่าความจริงของวิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์

วิทยาศาสตร์แบบของนิวตันบอกว่า เวลาของเราคงที่  แต่วิทยาศาสตร์แบบไอน์สไตน์บอกว่า เวลาไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความเร็วและแรงโน้มถ่วง

เรื่องเวลานี้ จะว่าวิทยาศาสตร์แบบของนิวตันผิดก็ไม่ได้  จะว่าถูกก็ไม่ได้  เพราะเวลาของคนทุกคนต่างกันก็จริง แต่มันวัดความต่างกันของเวลาไม่ได้ 

เวลาของทุกคนจึงดูเหมือนกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยคอมตะวาจาที่ว่า  “ผีไม่มีจริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์”  จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่า “เรื่องผี ทำไมจะต้องพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์”

ผมยังไม่พบสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องผีมาก่อนเลย   ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายก็คือ วิชา “ผีวิทยา” ไม่มีเรียนในระบบการศึกษาของโลก

นักวิทยาศาสตร์เขาไม่เคยเรียนเรื่องผี  แล้วจะเอาวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์เรื่องผีได้อย่างไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ ในการจะฟันธงหรือตัดสินใจในเรื่องใด ประเด็นใด ผู้จะที่ตัดสินนั้น  ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ และต้องได้รับการยอมรับกันในทางวิชาการ

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง “ผี” แล้วจะเอาวิทยาศาสตร์มาตัดสินเรื่องผีได้อย่างไร

ผู้ที่เชื่อวิทยาศาสตร์หลายคน บางคนก็มีอาชีพเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย พยายามใช้เครื่องมือในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า “ผีมีหรือไม่มี” เช่น พยายามเอากล้องไปถ่ายในป่าช้า ฯลฯ เป็นต้น

ผมว่า ถ้าผีมันยืนมองอยู่  ผีมันคงนึกว่า “ไอ้พวกนี้ มันบ้าไปแล้ว”  

จะเห็นได้ว่า ในเมื่อมนุษย์มี  ผีก็มี เพราะ มนุษย์หรือคนเมื่อตายไปแล้วมันเป็นผี  

คนทุกคน 18 กายซ้อนกันอยู่ มีกายหยาบสุดหรือกายเนื้อที่มองเห็นได้ง่าย  ที่เหลือ 17 กาย เป็นกายละเอียด

กายละเอียดทั้ง 17 กายนี่แหละคือ “ผี” ที่เราถกเถียงกันว่า “มีหรือไม่มี” 

การที่ผีกับคนแตกต่างกันที่มีกายเนื้อกับไม่มีกายเนื้อเท่านั้น  คนคิดอะไรได้ ผีก็คิดอะไรได้เหมือนกัน

คนทำอะไรได้ ผีก็ทำอะไรเหมือนกัน แต่ไม่มีความสามารถเท่าคน เพราะ ขาดเครื่องมือสำคัญคือกายเนื้อ


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989





ผีตายโหงต่างชาติตามเอาชีวิต


ผมไปอ่านพบกระทู้ “ช่วยด้วยค่ะโดนสัมพเวสีที่เป็นคนงานต่างด้าวตามเอาชีวิต”  ในห้องเรื่องลึกลับ ของบอร์ดหว้ากอ  เห็นว่า คนตั้งกระทู้เดือดร้อนจริง  เลยมาเขียนหนทางช่วยเหลือไว้ เผื่อว่า คนตั้งกระทู้จะได้อ่าน และเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้

เนื้อหายาวหน่อย ผมก็พยายามตัดให้สั้น ใครอยากอ่านฉบับจริงก็ตามลิงก์ไป

เจ้าของกระทู้บังเอิญไปเหยียบน้ำขยะเหม็นๆ ในบริเวณด้านล่างของคอนโด แล้วพยายามไปเช็ดน้ำขยะที่พื้นปูนซีเมนต์  โดยไม่รู้ว่า มีคนงานต่างด้าวร่วงลงมาตายตรงนั้น 

ครอบครัวของคนตั้งกระทู้เพิ่งย้ายเข้าไป

วันนั้นทุกอย่างก็ปกติ แต่เรามีความรู้สึกว่า มีสายตาใครบางคนจ้องมองเราตลอดเวลา เราก็ได้แต่คิดว่าเราคงคิดไปเองมั้ง

พอตกตอนกลางคืนเราก็ฝันว่า เรานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาห้องรับแขกเล่นไปสักพัก ก็มีเสียงใครคนนึงพูดกับเรา แต่เราไม่เห็นตัวเค้านะเราได้ยินแต่เสียง เค้าถามเราว่า "สนุกไหม?" เราก็ตอบเค้าไปแบบที่ตาเรายังจ้องอยู่ที่โทรศัพท์ว่า "สนุกซี่"

หลังจากที่เราคอบไปแล้วเค้าก็ถามเรากลับมาว่า "สนุกใช่ไหมอย่างั้นเราไปเล่นผูกคอตายกันไหม?"

หลังจากที่เค้าพูดจบเราจำได้ว่าในฝันเรามองหาว่าใครเป็นคนพูดแต่มองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอเราจึงตะโกนตอบไปว่า"ไม่ไปจะอยู่กับแม่!!!" พอสิ้นเสียงเราปุ๊ปนาฬิกาปลุกมันก็ดังขึ้นมาทำให้เราตื่นเราเลยหยิบโทรศัพท์มาดู นาฬิกาบอกเวลาว่าตี4.30

เจ้าของกระทู้ฝันซ้ำกัน เลยไปเล่าให้แม่ฟัง  บรรดาญาติผู้หวังดีก็โทรไปหาหมอดู คนทรง

สักพักพี่สาวเราโทรมา คำถามแรกที่มันถามเรา ก็เล่นเอาขนลุกเกรียวกันเลยจ้า  มันถามเราว่า อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเคยเกือบโดนรถเชี่ยวไหม?

เราก็เห้ย! รุ้ได้ไงฟร่ะ! คือใช่เลยคือวันจันทร์ ที่เราฝันเป็นคืนที่สองนั่นแหละ เรากำลังจะข้ามถนน แต่เหมือนเราเบลอหรืออะไรไม่รุ้เรามองไม่เห็นว่ากำลังมีรถวิ่งมาด้วยความเร็วเรากำลังเดินข้ามไป

แต่ดีที่มีคนที่ข้ามมาด้วยกระชากตัวเรากลับไปตอนนั้นใจเราตกไปอยุ่ที่ตาตุ่มเลย นึกแล้วยังเสียวอยุ่เลยคือมันนิดเดียวจริงๆ คาบเส้นระหว่างความเป็นความตายเลย

วอนผู้รู้ช่วยชี้แนะเราทีนะค่ะ เพราะตอนนี้มันส่งผลกระทบต่อจิตใจและหน้าที่การงานของเรามาก เราไม่มีสมาธิทำงานเลย โดนเจ้านายว่าแล้วค่ะตอนนี้ว่าไม่มีสติจนงานผิดพลาด

เราวิตกกังวลและเริ่มจิตตก ได้ยินเสียงอะไรกอกแกกๆตอนกลางคืนก็ผวาจนนอนไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยแนะนำเราทีนะค่ะ

โดยสรุปก็คือ 

1- เจ้าของกระทู้กลัวตาย 

จะว่าไปมันก็เป็นไปตามปกติ ใครบ้างไม่กลัวตาย แต่เจ้าของกระทู้นี่ กลัวผีตายโหงต่างด้าวจะเอาไปอยู่แทนที่มัน

เรื่องนี้ เป็นความจริงนะครับ  ผีที่ตายไปแล้ว ส่วนใหญ่มันจะอยู่ตรงนั้น  แล้วถ้าต้องการจะไปจากตรงนั้น  มันจะเอาคนอื่นมาตายแทน

แต่ผีมันจะคิดถูกหรือไม่นี่  ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

2- เมื่อมีปัญหา เจ้าของกระทู้ไปหาหมอดู ซึ่งเป็นคนทรง  

เรื่องคนทรงนี้ก็เป็นเรื่องจริงนะครับ  เป็นไปได้จริงๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัจจุบันโกหกเพื่อหลอกเงินประชาชนเท่านั้น

คนทรงที่ทำได้จริง และผีหรือเจ้ามาทรงจริง เขาจะรู้เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ดี แต่ในอนาคตนั้น เขาก็เดาเอาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผี หรือเป็นคน

3- เมื่อไม่แน่ใจก็เลยหาความรู้ในเว็บ

ผมว่า ถ้าไอ้ผีต่างด้าวนั้น มันมีฝีมือจริงๆ เจ้าของกระทู้ตายแน่ ไม่รอดแน่ๆ    คนในเว็บพันธุ์ทิพย์ ส่วนใหญ่สมองหมา ปัญญาควายทั้งสิ้น 

มันก็แนะนำไปตามความคิดที่มันมีอยู่ ผิดถูกมันก็ไม่รู้ มีประสิทธิภาพหรือเปล่ามันก็ไม่รู้ ก็ลองอ่านดูในกระทู้ก็ได้  ผมทำลิงก์ไว้แล้ว

สำหรับผมมีข้อแนะนำ ดังนี้

1- มาเรียนวิชาธรรมกายกับวิทยากร 

ใครที่ฝึกวิชาธรรมกาย ผีไม่ว่าจะตายโหง ตายห่า ตายธรรมดา ฯลฯ ไม่กล้ายุ่งด้วยเด็ดขาด  ถ้ามันยังมาเข้าฝันอีก ก็ไปบอกกับมันว่า “มึงไปหา ดร. มนัส โกมลฑาเลย เขาอยากเจอมึง”

ถามมันด้วยว่า “มึงจะเอาค่ารถหรือเปล่า ดร. มนัสเขาอยู่โคราช”  ถามกวนตีนผีไปอย่างนั้นเอง..

2- เช่าพระของมูลนิธิศึกษาการุณย์ไปคล้องคอ

พระของมูลนิธิศึกษาการุณย์นี่ มารตัวเล็กๆ มันเห็น มันยังหนีกระเจิดกระเจิง นับประสาอะไรกับผีตายโหงกระจอกๆ แบบนั้น

พระของมูลนิธิศึกษาการุณย์ ค่าเช่าทำบุญก็องค์ละ 100 บาท ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร..


-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989